นักเขียนและนักแปลอิสระ
สำหรับอาชีพนี้บอกได้เลยว่า เป็นอันดับต้นๆ ของหนุ่มสาวยุคใหม่ เพราะมีเพียงแค่กระดาษ ปากกา และจินตนาการก็เปลี่ยนมาเป็นเงินได้แล้ว
แต่สิ่งที่จำเป็นต้องมีมากที่สุด คือ ต้นทุนทางปัญญาและความถนัด ชั้นเชิงในการใช้ภาษา จะบอกอะไรให้อย่างหนึ่งว่า นักเขียนเก่งๆ ร้อยละ 90 ของโลกไม่ได้เรียนจบจากสายสื่อมวลชน แต่มาจากความเชี่ยวชาญ รู้จริง และใฝ่รู้ในศาสตร์ต่างๆ
บางคนมาจากประสบการณ์ตรงในชีวิต การท่องเที่ยว การรักษาสุขภาพ การนัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เหนือกว่าคนอื่น ซึ่งมักจะเป็นสูตรสำเร็จในอาชีพนี้ ไม่ว่าจะเป็นไกด์ หมอ เภสัชกร ดารานักแสดง และนักบริหาร
สำหรับอาชีพนักแปลนั้นน่าสนใจมาก เพราะเป็นงานที่ทำได้คนเดียว ปัจจุบันอาชีพ "นักแปล" ที่นอกเหนือไปจากความสามารถในการแปลภาษาอังกฤษแล้ว เป็นอาชีพที่สำคัญในวงการธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะนักแปลภาษา เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ที่สำคัญคือ "นักแปลภาษาจีน" ต่างเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากและเป็นจำนวนมาก
เหตุผลเพราะวงการธุรกิจ วงการอุตสาหกรรม วงการก่อสร้างงานสาธารณูปโภคระดับนานาชาติ รวมทั้งบริษัทที่ปรึกาากฎหมาย ล้วนดำเนินธุรกิจติดต่อกับต่างประเทศเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากการย่อโลกของเทคโนโลยีการสื่อสาร จึงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างมาก โดยเฉพาะบางบริษัทจะรับการพิจารณาผู้สมัครงานที่มีความรู้มากกว่า 2 ภาษา เป็นกรณีพิเศษ
ดังนั้นอาชีพนักแปลจึงเป็นอาชีพในฝันหรือเป็นอาชีพที่คนทำงานหรือหนุ่มสาวรุ่นใหม่จำนวนมากให้ความสนใจเพราะมีค่าตอบแทนสูง ซึ่งลักษณะการทำงานนั้นแตกต่างกันออกไป ด้วยการแบ่งประเภทดังต่อไปนี้
1.1 งานประเภทวรรณกรรม
เช่นงานแปลนวนิยาย เรื่องสั้น หนังสือวิชาการ ซึ่งนักแปลต้องมีความรอบรู้ในสิ่งต่างๆ และเข้าใจวัฒนธรรมต่างประเทศ สามารถถ่ายทอดงานแปลออกมาได้อย่างสละสลวย และได้ใจความครบถ้วน ซึ่งอัตราค่าตอบแทนนั้น ใช้ "หลักเปอร์เซ็นต์คูณราคาปกคูณยอดจำหน่าย" หรือเหมาจ่ายครั้งเดียวตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงเอาไว้กับทางสำนักพิมพ์
ทั้งนี้การติดต่อสำนักพิมพ์เพื่อพิจารณาการรับเข้าทำงานในครั้งแรกๆ ด้วยการส่งผลงานแปลไปให้นั้น อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน กว่าจะได้รับการติดต่อ นอกเสียจากว่าผู้แปลนั้นมีชื่อเสียง หรือมีผลงานอยู่แล้ว นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
1.2 งานแปลภาพยนตร์ ทั้งบทพากย์และซับไตเติล
เป็นงานแปลที่มีข้อจำกัดในการใช้คำ ใช้คำกระชับไม่ฟุ่ยเฟือย และต้องนำเสนอเนื้อหาที่ภาพยนตร์ต้องการสื่อให้ครบถ้วน ที่สำคัญต้องทันโลก เพราะต้องเข้าใจในศัพท์สแลง ศัพท์ใหม่ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะคำเหล่านี้มักจะปรากฏในภาพยนตร์ อัตราค่าตอบแทนนั้นคิดตามความยาวของเวลาฉาย หรือเหมาจ่ายเป็นเรื่องครั้งเดียวตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงเอาไว้กับทางผู้ว่าจ้าง
สำหรับองค์กรที่เปิดรับนักแปลประเภทนี้ได้แก่ บริษัท ภาพยนตร์ วิดีโอ เคเบิลทีวี ฟรีทีวี ที่จำหน่ายภาพยนตร์และสารคดีจากต่างประเทศ ซึ่งสามารถติดต่อบริษัทเหล่านี้ได้โดยตรง แต่ความเป็นจริงแล้ว การร่วมงานในฐานะพนักงานใหม่นั้นทำได้ยาก หากไม่มีประสบการณ์มาก่อน เพราะการทำงานต้องประสานงานในหลายๆ ฝ่าย เช่น นักพากย์ หรือแผนกอื่นๆ ดังนั้นองค์กรเหล่านี้จึงเลือกนักแปลที่คุ้นเคยและได้ร่วมงานกันมาก่อน
1.3 งานแปลเอกสารทางเทคนิค
เช่น เอกสารการแพทย์ คู่มือช่าง คู่มือรถยนต์ หรือเครื่องเสียง นักแปลต้องมีความรู้เฉพาะด้านเป็นพิเศษ ซึ่งต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งและรู้จักภาษาเฉพาะวงการ
อัตราค่าตอบแทนคิดตามจำนวนหน้า หรือ "จำนวนคำ" โดยคำนวณจากต้นฉบับ
1.4 งานแปลซอฟแวร์ต่างๆ
เช่น แปลหน้าจอโปรแกรม เว็บเพจ ผู้แปลควรมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี และศึกษาโปแกรมใหม่ๆ อยู่เสมอโดยเฉพาะความรู้ด้านฐานข้อมูล ซึ่งอัตราค่าตอบแทนคิดตามจำนวนคำของต้นฉบับ
1.5 งานแปลแบบฟอร์มเอกสาร
ทั้งของราชการ แปลกฎหมาย รวมทั้งการเป้นนักแปลในองค์กรธุรกิจต่างๆ ผู้ที่ทำงานด้านนี้ ต้องมีความรู้ทางด้านกฎหมาย และมีความเชี่ยวชาญในกระบวนการทำงานของราชการ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานในรูปแบบงานประจำ เพราะสำคัญต่อข้อมูลและความลับขององค์กร จึงไม่ค่อยมีการเปิดรับผู้ที่ทำงานอิสระ และสำหรับอัตราค่าตอบแทนนั้นคิดเป็นหน้า
1.6 งานแปลอื่นๆ เฉพาะกิจ
เช่น แปลอีเมล์ จดหมายโต้ตอบ แปลข่าว แปลงานสำหรับนักศึกษา แปลงานในองค์กร หรือหน่วยงานธุรกิจทั่วไป
คุณสมบัติพิเศษที่ต้องมี ความสามารถในการแปลงานได้เร็วรับงานด่วนได้ มีความอดทน และรับผิดชอบการส่งงานได้ตรงเวลา อัตราค่าตอบแทนคิดเป็นหน้า หรืออาจคิดเหมาจ่ายขึ้นอยู่กับข้อตกลง
1.7 ล่าม
ทำหน้าที่แปลคำพุดหรือคำบรรยาย ในระหว่างการสนทนาหรือการบรรยายให้แก่บุคคลหนึ่ง หรือหลายคนในเวลาเดียวกัน ต้องมีความสามารถทางด้านภาษาสูง มีจิตวิทยาและมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ที่สำคัญต้องมีพื้นฐานการพูดที่ดีและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
ในกรณีที่ต้องเดินทางออกไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ทำงานในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ และอาจต้องทำหน้าที่เลขานุการของผู้บริหารด้วย ในการออกไปทำงานนอกสถานที่ งานที่ทำอาจมีความกดดันในเรื่องเวลาปฏิบัติงานพอสมควรคือ ชั่วโมงทำงานอาจนานจนกว่าการสนทนา การบรรยาย หรือการเจรจาธุรกิจจะเสร็จสิ้น
ทำอาชีพเสริมอย่างไร
ถึงจะสำเร็จและรวยได้
ทศ คณนาพร
ธุรกิจพิมพ์ภาพลงบนมือถือ
ธุรกิจพิมพ์ภาพลงบนมือถือ
นอกจากเทคโนโลยีจะก้าวล้ำสมัยแล้ว ยังทำให้ธุรกิจเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะเคสมือถือและแท็บเล็ตที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น และมีความต้องการมากขึ้น ซึ่งทุกคนต่างมีใช้และนำติดตัวอยู่เสมอ...
จึงทำให้ธุรกิจ "พิมพ์ภาพลงวัสดุ" เป็นอาชีพหนึ่งที่น่าจับตา เพะราสามารถสร้างเม็ดเงินได้เป็นกอบเป็นกำไม่แพ้อาชีพอื่นเลย
การลงทุน
ทุนเบื้องต้นธุรกิจนี้ใช้ประมาณ 19,900 บาทขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ และชนิดเครื่องพิมพ์ที่ใช้ ส่วนทุนหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณลูกค้า
ราคาเคสที่ถูกสกรีนภาพแล้ว ขายอยู่ประมาณ 450-1,500 บาท โดยมีต้นทุนเฉพาะค่าวัสดุที่ใช้พิมพ์ประมาณ 20% ขึ้นไป หรือหากรวมค่าไฟ ค่าเสื่อมราคาของเครื่อง และค่ำดำเนินการ ประมาณ 90 บาท ต่อเคส เท่ากับทำกำไรสูงสุด 500-800 เลยทีเดียว
ส่วนที่พิมพ์แบบปะหลังนั้นจะมีต้นทุนถูกมากเพียง 20 บาท และสามารถนำไปวางขายได้ในราคา 399-650 บาทต่อเคส ธุรกิจนี้จึงเพิ่มโอกาสสร้างรายได้มากหลายเท่าตัว
วัสดุอุปกรณ์
- เครื่องพิมพ์ภาพลงวัสดุ, เครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์, คอมพิวเตอร์, แม่พิมพ์สำหรับพิมพ์วัสดุต่างๆ, หมึกพิมพ์พิเศษ หรือหมึกซับลิเมชั่น (Sublimation). วัสดุที่จะใช้พิมพ์, กระดาษซับหมึก, ถุงมือกันร้อน
ทำเลในการขาย
- ห้างสรรพสินค้า วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้คือ ตู่ใส่สินค้าอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น แบตเตอรี่ สายชาร์จ หน้ากากซิลิโคนใส่มือถือ หูฟัง เคสโทรศัพท์รุ่นต่างๆ
- หากเป็นตลาดนัดก็ใช้โต๊ะวาง หรือตู้วางเคส พร้อมตะแกงหรือแผงห้อยเพื่อโชว์เคส
ควรมีเนื้อที่ร้านอย่างน้อย 2 เมตร เพื่อสะดวกในการเลือกซื้อ พยายามหาเคสและอุปกรณ์เสริมที่อิงกับโทรศัพท์รุ่นยอดฮิตที่คนนิยมใช้กันจะได้อิงกับกระแสตลาด และทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น
รายได้ รวย รวย รวย
สมมติตัดราคาเคสเบื้องต้นหักลบต้นทุนแล้วได้กำไรอยู่ที่ 200 บาท รายได้หรือผลกำไรจากการทำธุรกิจนี้จะมีรายได้ต่างๆ ประมาณ
ห้างสรรพสินค้า (ร้านเล็ก) เฉลี่ย 30 เคสต่อวัน
กำไร 6,000 บาทต่อวัน เท่ากับเดือนละ 180,000 บาท
ห้างสรรพสินค้า (ร้านใหญ่) เฉลี่ย 100 เคสต่อวัน
(ขายส่งร้านเล็กด้วย) กำไร 20,000 บาทต่อวัน เท่ากับเดือนละ 600,000 บาท
ร้านค้าตลาดนัด (ขนาดเล็ก) 3 เคสต่อวัน
กำไร 600 บาทต่อวัน เท่ากับเดือนละ 18,000 บาท
ร้านค้าตลาดนัด (ขนาดกลาง) 5 เคสต่อวัน
กำไร 1,000 บาทต่อวัน เท่ากับเดือนละ 30,000 บาท
ร้านค้าตลาดนัด (ขนาดใหญ่) 10 เคสต่อวัน
กำไร 2,000 บาทต่อวัน เท่ากับเดือนละ 60,000 บาท
ในส่วนของร้านค้าออนไลน์นั้นทางร้านที่ผู้เรียบเรียงได้สอบถามคือจะมีรายได้เฉลี่ยคิดเป็นเดือนประมาณ 6,000-20,000 บาทเลยทีเดียว หรืออาจจะได้มากกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการโปรโมทหน้าร้านของผู้ลงทุนนั่นเอง
แรงงาน
ในส่วนของด้านแรงงานนั้นต้องดูที่ขนาดของร้าน หากเป็นร้านที่มีขนาดไม่ใหญ่มากใช้เพียง 1 คน แต่ถ้าเป็นขนาดที่ใหญ่ต้องเพิ่มเป็น 2-3 คน ทั้งนี้เพราะการขายอุปกรณ์โทรศัพท์นั้นต้องมีทั้งการเปลี่ยนและทดลองสินค้าด้วย หากร้านมีขนาดใหญ่ก็ต้องใช้คนมากตามไปด้วย
วิธีการดำเนินธุรกิจ
1. คัดเลือกภาพที่ต้องการจะพิมพ์
2. ทำการพิมพ์ภาพออกมาด้วยเครื่องพิมพ์โดยก่อนการพิมพ์ภาพนั้นให้ทำการเปิดเครื่องพิมพ์ภาพเพื่อวอร์มเครื่องให้พร้อมสำหรับการพิมพ์
3. เมื่อได้ภาพที่จะพิมพ์มาแล้ว ให้นำมาทาบลงบนเคสโทรศัพท์มือถือ (หรือบนวัสดุอื่นที่ต้องการพิมพ์)
4. จากนั้นนำเคสโทรศัพท์บรรจุลงในแม่พิมพ์ ตรวจความเรียบร้อย ทำการบรรจุลงเครื่องพิมพ์เคส ตั้งความร้อน จากนั้นทำการปิดฝา โดยขั้นตอนการพิมพ์นี้จะใช้เวลาประมาณ 4-10 นาทีเท่านั้น เมื่อครบกำหนดเวลา ก็ทำการเปิดฝาเครื่องพิมพ์ออก นำชิ้นงานมาสำรวจความเรียบร้อยเป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำงาน
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจพิมพ์ภาพลงบนมือถือ
- จุดเด่นของเครื่องนี้ สามารถใช้พิมพ์ภาพลงบนวัสดุได้หลากหลาย นอกเหนือไปจากการพิมพ์ลงเคสโทรศัพท์ อาทิ แก้วน้ำ, จาน, เสื้อยืด, เข็มกลัด, กระเบื้อง, พวงกุญแจ เป็นต้น ซึ่งสามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆ เพราะเป็นธุรกิจขายความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้จะดีหรือไม่ดีก็ต้องขึ้นอยู่กับทำเลการทำตลาด และกลุ่มลูกค้าด้วย
- อาศัยช่องทางการทำตลาดผ่านสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์, เฟสบุ๊ค, อินสตาแกรม เรียกว่าไม่ต้องมีหน้าร้านก็ทำธุรกิจได้
- ในส่วนของอุปกรณ์เสริมต่างๆ รวมทั้งเคสเปล่าสามารถหาซื้อได้จากเสือป่า หรือแม้แต่การสั่งจากอินเทอร์เน็ตต่างๆ ก็แสนสะดวก
- ทำการศึกษาก่อนว่าช่วงนี้โทรศัพท์แบรนด์ใดรุ่นไหนที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กัน และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยมนั้นมีอะไรบ้าง รวมถึงลวดลายที่กำลังฮิต
- การเปิดร้านครั้งแรกควรเลือกสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม มากกว่าสินค้าพื้นฐานทั่วไป เพราะจะสามารถระบายของได้ง่ายกว่า
รวยรับเงินล้าน ด้วยอาชีพอิสระ
โรสรินทร์ พุ่มฤทธิ์
นอกจากเทคโนโลยีจะก้าวล้ำสมัยแล้ว ยังทำให้ธุรกิจเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะเคสมือถือและแท็บเล็ตที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น และมีความต้องการมากขึ้น ซึ่งทุกคนต่างมีใช้และนำติดตัวอยู่เสมอ...
จึงทำให้ธุรกิจ "พิมพ์ภาพลงวัสดุ" เป็นอาชีพหนึ่งที่น่าจับตา เพะราสามารถสร้างเม็ดเงินได้เป็นกอบเป็นกำไม่แพ้อาชีพอื่นเลย
การลงทุน
ทุนเบื้องต้นธุรกิจนี้ใช้ประมาณ 19,900 บาทขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ และชนิดเครื่องพิมพ์ที่ใช้ ส่วนทุนหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณลูกค้า
ราคาเคสที่ถูกสกรีนภาพแล้ว ขายอยู่ประมาณ 450-1,500 บาท โดยมีต้นทุนเฉพาะค่าวัสดุที่ใช้พิมพ์ประมาณ 20% ขึ้นไป หรือหากรวมค่าไฟ ค่าเสื่อมราคาของเครื่อง และค่ำดำเนินการ ประมาณ 90 บาท ต่อเคส เท่ากับทำกำไรสูงสุด 500-800 เลยทีเดียว
ส่วนที่พิมพ์แบบปะหลังนั้นจะมีต้นทุนถูกมากเพียง 20 บาท และสามารถนำไปวางขายได้ในราคา 399-650 บาทต่อเคส ธุรกิจนี้จึงเพิ่มโอกาสสร้างรายได้มากหลายเท่าตัว
วัสดุอุปกรณ์
- เครื่องพิมพ์ภาพลงวัสดุ, เครื่องพิมพ์คอมพิวเตอร์, คอมพิวเตอร์, แม่พิมพ์สำหรับพิมพ์วัสดุต่างๆ, หมึกพิมพ์พิเศษ หรือหมึกซับลิเมชั่น (Sublimation). วัสดุที่จะใช้พิมพ์, กระดาษซับหมึก, ถุงมือกันร้อน
ทำเลในการขาย
- ห้างสรรพสินค้า วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้คือ ตู่ใส่สินค้าอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น แบตเตอรี่ สายชาร์จ หน้ากากซิลิโคนใส่มือถือ หูฟัง เคสโทรศัพท์รุ่นต่างๆ
- หากเป็นตลาดนัดก็ใช้โต๊ะวาง หรือตู้วางเคส พร้อมตะแกงหรือแผงห้อยเพื่อโชว์เคส
ควรมีเนื้อที่ร้านอย่างน้อย 2 เมตร เพื่อสะดวกในการเลือกซื้อ พยายามหาเคสและอุปกรณ์เสริมที่อิงกับโทรศัพท์รุ่นยอดฮิตที่คนนิยมใช้กันจะได้อิงกับกระแสตลาด และทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น
รายได้ รวย รวย รวย
สมมติตัดราคาเคสเบื้องต้นหักลบต้นทุนแล้วได้กำไรอยู่ที่ 200 บาท รายได้หรือผลกำไรจากการทำธุรกิจนี้จะมีรายได้ต่างๆ ประมาณ
ห้างสรรพสินค้า (ร้านเล็ก) เฉลี่ย 30 เคสต่อวัน
กำไร 6,000 บาทต่อวัน เท่ากับเดือนละ 180,000 บาท
ห้างสรรพสินค้า (ร้านใหญ่) เฉลี่ย 100 เคสต่อวัน
(ขายส่งร้านเล็กด้วย) กำไร 20,000 บาทต่อวัน เท่ากับเดือนละ 600,000 บาท
ร้านค้าตลาดนัด (ขนาดเล็ก) 3 เคสต่อวัน
กำไร 600 บาทต่อวัน เท่ากับเดือนละ 18,000 บาท
ร้านค้าตลาดนัด (ขนาดกลาง) 5 เคสต่อวัน
กำไร 1,000 บาทต่อวัน เท่ากับเดือนละ 30,000 บาท
ร้านค้าตลาดนัด (ขนาดใหญ่) 10 เคสต่อวัน
กำไร 2,000 บาทต่อวัน เท่ากับเดือนละ 60,000 บาท
ในส่วนของร้านค้าออนไลน์นั้นทางร้านที่ผู้เรียบเรียงได้สอบถามคือจะมีรายได้เฉลี่ยคิดเป็นเดือนประมาณ 6,000-20,000 บาทเลยทีเดียว หรืออาจจะได้มากกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการโปรโมทหน้าร้านของผู้ลงทุนนั่นเอง
แรงงาน
ในส่วนของด้านแรงงานนั้นต้องดูที่ขนาดของร้าน หากเป็นร้านที่มีขนาดไม่ใหญ่มากใช้เพียง 1 คน แต่ถ้าเป็นขนาดที่ใหญ่ต้องเพิ่มเป็น 2-3 คน ทั้งนี้เพราะการขายอุปกรณ์โทรศัพท์นั้นต้องมีทั้งการเปลี่ยนและทดลองสินค้าด้วย หากร้านมีขนาดใหญ่ก็ต้องใช้คนมากตามไปด้วย
วิธีการดำเนินธุรกิจ
1. คัดเลือกภาพที่ต้องการจะพิมพ์
2. ทำการพิมพ์ภาพออกมาด้วยเครื่องพิมพ์โดยก่อนการพิมพ์ภาพนั้นให้ทำการเปิดเครื่องพิมพ์ภาพเพื่อวอร์มเครื่องให้พร้อมสำหรับการพิมพ์
3. เมื่อได้ภาพที่จะพิมพ์มาแล้ว ให้นำมาทาบลงบนเคสโทรศัพท์มือถือ (หรือบนวัสดุอื่นที่ต้องการพิมพ์)
4. จากนั้นนำเคสโทรศัพท์บรรจุลงในแม่พิมพ์ ตรวจความเรียบร้อย ทำการบรรจุลงเครื่องพิมพ์เคส ตั้งความร้อน จากนั้นทำการปิดฝา โดยขั้นตอนการพิมพ์นี้จะใช้เวลาประมาณ 4-10 นาทีเท่านั้น เมื่อครบกำหนดเวลา ก็ทำการเปิดฝาเครื่องพิมพ์ออก นำชิ้นงานมาสำรวจความเรียบร้อยเป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำงาน
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจพิมพ์ภาพลงบนมือถือ
- จุดเด่นของเครื่องนี้ สามารถใช้พิมพ์ภาพลงบนวัสดุได้หลากหลาย นอกเหนือไปจากการพิมพ์ลงเคสโทรศัพท์ อาทิ แก้วน้ำ, จาน, เสื้อยืด, เข็มกลัด, กระเบื้อง, พวงกุญแจ เป็นต้น ซึ่งสามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆ เพราะเป็นธุรกิจขายความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้จะดีหรือไม่ดีก็ต้องขึ้นอยู่กับทำเลการทำตลาด และกลุ่มลูกค้าด้วย
- อาศัยช่องทางการทำตลาดผ่านสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์, เฟสบุ๊ค, อินสตาแกรม เรียกว่าไม่ต้องมีหน้าร้านก็ทำธุรกิจได้
- ในส่วนของอุปกรณ์เสริมต่างๆ รวมทั้งเคสเปล่าสามารถหาซื้อได้จากเสือป่า หรือแม้แต่การสั่งจากอินเทอร์เน็ตต่างๆ ก็แสนสะดวก
- ทำการศึกษาก่อนว่าช่วงนี้โทรศัพท์แบรนด์ใดรุ่นไหนที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กัน และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยมนั้นมีอะไรบ้าง รวมถึงลวดลายที่กำลังฮิต
- การเปิดร้านครั้งแรกควรเลือกสินค้าที่กำลังได้รับความนิยม มากกว่าสินค้าพื้นฐานทั่วไป เพราะจะสามารถระบายของได้ง่ายกว่า
รวยรับเงินล้าน ด้วยอาชีพอิสระ
โรสรินทร์ พุ่มฤทธิ์
ผลิต "น้ำนมข้าวยาคู" ส่งตลาดคนรักษ์สุขภาพ
ผลิต "น้ำนมข้าวยาคู" ส่งตลาดคนรักษ์สุขภาพ
"น้ำนมข้าวยาคู" มีประโยชน์มากมายเพราะอุดมด้วยวิตามินบี โปรตีน ไฟเบอร์ ผู้ที่รักษ์สุขภาพส่วนใหญ่ต่างแสวงหามาดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพของตนและคนในครอบครัวให้แข็งแรง
ส่วนผสมและอุปกรณ์
เตาพร้อมถังแก๊ส หม้อ ทัพพี เครื่องบดอาหาร กะละมัง ผ้าขาวบาง มีด ขวดบรรจุพร้อมฝาจุกปิดขวด กรวยสำหรับบรรจุ (แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ย่านเวิ้งนครเขษม สำเพ็ง ห้างสรรพสินค้าทั่วไป)
ส่วนผสม
- รวงข้าวอ่อน (ข้าวเจ้าหอมมะลิ) 2 ถ้วยตวง
- น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง ถั่วเหลือง 2 ถ้วยตวง
- ใบเตยหั่นละเอียด 1/2 ถ้วยตวง น้ำสะอาด พอประมาณ
วิธีทำ
1. นำรวงข้าวอ่อนผสมน้ำสะอาดปั่นจนละเอียดกรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำนมข้าว
2. ถั่วเหลืองแช่น้ำ 1 ชั่วโมง แล้วผสมน้ำสะอาดปั่นจนละเอียดกรองเอาแต่น้ำนมถั่วเหลือง
3. นำใบเตยหั่นละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย ปั่นจนละเอียดกรองเอาแต่น้ำใบเตย
4. น้ำนมถั่วเหลืองตั้งไฟ เคี่ยวให้ข้นใส่น้ำนมข้าว หมั่นคนเรื่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายคนให้น้ำตาลละลายและข้น จึงใส่น้ำใบเตยต้มจนเดือด
5. ยกขึ้นจากเตา ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วบรรจุขวด
ข้อเสนอแนะ
- ข้าวเจ้าทุกพันธุ์สามารถนำมาทำน้ำนมข้าวยาคูได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรเป็นข้าวหอมมะลิ เพราะจะเพิ่มความหอมน่าดื่ม
- น้ำนมข้าวยาคูมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี แมกนิเซียม คาร์โบไฮเดรท โปรตีน และไฟเบอร์ ซึ่งเป็นกากใยอาหารที่คอยดูดซับไขมันทำให้ไม่อ้วน
อาชีพ 108 เพิ่มรายได้แนะอาชีพ
"น้ำนมข้าวยาคู" มีประโยชน์มากมายเพราะอุดมด้วยวิตามินบี โปรตีน ไฟเบอร์ ผู้ที่รักษ์สุขภาพส่วนใหญ่ต่างแสวงหามาดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพของตนและคนในครอบครัวให้แข็งแรง
ส่วนผสมและอุปกรณ์
เตาพร้อมถังแก๊ส หม้อ ทัพพี เครื่องบดอาหาร กะละมัง ผ้าขาวบาง มีด ขวดบรรจุพร้อมฝาจุกปิดขวด กรวยสำหรับบรรจุ (แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ย่านเวิ้งนครเขษม สำเพ็ง ห้างสรรพสินค้าทั่วไป)
ส่วนผสม
- รวงข้าวอ่อน (ข้าวเจ้าหอมมะลิ) 2 ถ้วยตวง
- น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง ถั่วเหลือง 2 ถ้วยตวง
- ใบเตยหั่นละเอียด 1/2 ถ้วยตวง น้ำสะอาด พอประมาณ
วิธีทำ
1. นำรวงข้าวอ่อนผสมน้ำสะอาดปั่นจนละเอียดกรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำนมข้าว
2. ถั่วเหลืองแช่น้ำ 1 ชั่วโมง แล้วผสมน้ำสะอาดปั่นจนละเอียดกรองเอาแต่น้ำนมถั่วเหลือง
3. นำใบเตยหั่นละเอียดผสมน้ำเล็กน้อย ปั่นจนละเอียดกรองเอาแต่น้ำใบเตย
4. น้ำนมถั่วเหลืองตั้งไฟ เคี่ยวให้ข้นใส่น้ำนมข้าว หมั่นคนเรื่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายคนให้น้ำตาลละลายและข้น จึงใส่น้ำใบเตยต้มจนเดือด
5. ยกขึ้นจากเตา ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วบรรจุขวด
ข้อเสนอแนะ
- ข้าวเจ้าทุกพันธุ์สามารถนำมาทำน้ำนมข้าวยาคูได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรเป็นข้าวหอมมะลิ เพราะจะเพิ่มความหอมน่าดื่ม
- น้ำนมข้าวยาคูมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี แมกนิเซียม คาร์โบไฮเดรท โปรตีน และไฟเบอร์ ซึ่งเป็นกากใยอาหารที่คอยดูดซับไขมันทำให้ไม่อ้วน
อาชีพ 108 เพิ่มรายได้แนะอาชีพ
ซูซิ 5 บาท ซื้อง่าย-ขายคล่อง
ซูชิ 5 บาท
ซื้อง่าย-ขายคล่อง
ยุคนี้คนหันมาบริโภคอาหารญี่ปุ่นไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะที่ขึ้นชื่อเลยเห็นจะเป็น "ซูซิ" เรียกได้ว่าตีตลาดอาหารทานเล่นได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
ด้วยข้าวที่เหนียวเป็นเอกลักษณ์แถมยังโรยหน้าด้วยสาหร่าย ปูอัด กุ้ง และอีกหลายๆ หน้าที่ชวนให้ชิม ผสมกับรสของวาซาบิ จึงทำให้ธุรกิจนี้ทำเงินได้เป็นอย่างดี ด้วยราคาเบาๆ แค่ 5 บาท และปรับรสชาติให้เหมาะกับปากคนไทย จึงกลายมาเป็นอาหารที่ซื้อง่ายขายคล่อง มีขายทั่วไปในทุกพื้นที่
การลงทุน
ใช้ข้าวสวยประมาณ 7 กิโลกรัมต่อวัน ข้าว 8 ถ้วยตวง จะทำชูชิได้ 250 คำ คิดเป็นต้นทุนก็หลักสตางค์
ส่วนต้นทุนหน้าชูชิหน้าที่คนนิยมซื้อ เช่น หน้ากุ้งต้นทุนตัวละ 1 บาท ต้นทุนข้าว 30 สตางค์ คิดเป็นต้นทุนต่อคำ 1.50 บาท แต่ขายชูชิในราคา 5 บาท กำไร 3.50 บาท คิดเป็น 200% จากต้นทุน ถ้าเป็นชูชิหน้าปลาแชลมอนหน้าปลาไหล ต้นทุนจะสูงขึ้น อยู่ที่คำละ 4 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ตามร้านชูชิ 5 บาท จะตัดหน้าปลาแชลมอนออกไปเลย แต่ถ้าจะขายก็อาจจะเปลี่ยนราคาเป็นชูชิ 10 บาท
ซึ่งปกติแล้วราคาโดยประมาณ ยำสาหร่ายเขียว (250-500 กรัม ราคา 75 บาท, ไข่กุ้งส้ม (500 กรัม) ราคา 165 บาท, หอยลายปรุงรสกิมจิ (500 กรัม) ราคา 160 บาท, วาซาบิสด เกรด A (200 ซอง) ราคา 280 บาท
หรือจะเพิ่มความหลากหลายของหน้า ด้วยแฮม ปลาชาบะ ก้ามปู หอยเซลล์ ประมาณแล้วใช้เงินลงทุนวัตถุดิบ รวมวันละ 3,000-4,000 บาท (ไม่รวมอุปกรณ์ตกแต่งร้าน) และการลงทุนขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าของการผลิต
โดยขายในราคาชิ้นละ 5 บาท
วัสดุอุปกรณ์
1. ข้าวญี่ปุ่น กิโลกรัมละประมาณ 50 บาท
2. หน้าชูชิต่างๆ แล้วแต่จำนวนหน้าที่เราต้องการนำมาขาย หากนำมาสัก 9 หน้า ลงทุนอีกประมาณ 2,000-3,000 บาท ก็จะได้หน้ามาทำหลากหลาย แผ่นสาหร่าย ซอสญี่ปุ่น วาซาบิ
3. ถาดอะคริลิกดำแดงและกล่องใส่ชูชิ ราคาประมาณ 450 บาทต่อใบ ขนาดกว้าง 10 นิ้ว x ยาว 14 นิ้ว x สูง 2 นิ้ว x หน้า 4 มิลลิเมตร
4. ถาดพลาสติกแข็ง พร้อมฝาครอบ (สีแดง สีชา) ราคา 80 บาท
5. หญ้าเทียม (30x30 เซนติเมตร) ราคา 120 บาท
6. โคมไฟญี่ปุ่นเกรด A (10 นิ้ว) ราคา 450 บาท
7. ตะเกียบไม้แบบใช้แล้วทิ้ง แพ็ค 600 คู่ ราคา 150 บาท
รายได้ รวย รวย รวย
ราคาขายอยู่ที่ชิ้นละ 5 บาท ถ้าขายได้วันละ 1,000 ชิ้น ก็เท่ากับ 5,000 บาท หักเงินลงทุนวันละ 3,000 กำไรวันละ 2,000 บาท 1 เดือนเท่ากับ 60,000 บาท แต่หากได้ทำเลดีๆ คนพลุกพล่าน ตามห้างหรือออกบูธตามงานต่างๆ อาจขายได้ถึงวันละ 2,000 ชิ้นเลยทีเดียว มีแต่รวย รวย รวย
แรงงาน
หนึ่งคนก็สามารถทำได้ เพียงแต่ส่วนหนึ่งเราต้องเตรียมทำชูชิมาจากบ้านด้วยการจัดเก็บในกล่อง หรือหากพอมีเวลาจะทำสดๆ หน้าร้ายเลยก็ได้ แต่ถ้าหากขายดีจริงๆ คนเยอะจนทำแทบไม่ทัน หาพนักงานขายเพิ่มอีกสักคน จะทำให้ขายได้เร็วยิ่งขึ้น
วิธีการดำเนินธุรกิจ
- หุงข้าว ด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าแบบปกติ (เติมน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ) ละลายเข้าไป เพื่อข้าวจะได้ไม่จืด ราดลงไปให้ทั่วข้าว หลังจากข้าวสุกแล้ว
- นำข้าวที่สุกใส่ภาชนะพลาสติกสีขาวอย่างดี พักไว้รอข้าวเย็น
- นำข้าวที่เย็นแล้วมาม้วน ด้วยสาหร่ายแผ่นขนาดประมาณ 8 x 5 นิ้ว โดยใช้แผ่นไม้ม้วนข้าวที่ทำมาจากไม้ นำสาหร่ายวางลงไปบนแผ่นม้วนข้าว
- จากนั้นตักข้าวประมาณ 1 ทัพพีลงไปบนสาหร่าย เกลี่ยข้าวให้ทั่ว
- แล้วบีบมายองเนสตามแนวขวางบนแผ่นสาหร่ายด้านบน เพื่อให้แผ่นสาหร่ายติดกันเวลาม้วน
- จากนั้นทำการม้วนข้าวให้เป็นก้อนกลม แล้วใช้กรรไกรคมกริบตัดข้าวห่อสาหร่ายออกมาเป็นชิ้นๆ (ข้าวห่อสาหร่าย 1 แท่ง จะตัดออกมาได้ 8 ชิ้น)
- แล้วนำหน้าชูชิมาใส่ ไม่ว่าจะเป็นไข่กุ้งส้ม กุ้งต้ม ปูอัด ไข่หวาน แมงกะพรุน หนวดปลาหมึก เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้า
ทำเลประกอบธุรกิจ
ควรเลือกทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่าน ย่านชุมชน ใกล้สถานที่ราชการหรือสถานศึกษา แต่ต้องสำรวจให้ดีว่ายังไม่มีใครขายสินค้าประเภทเดียวกันอยู่ก่อนแล้ว ไม่งั้นไปเปิดขายแข่งกันก็เหนื่อยทั้งคู่ ไม่ดีแน่
รูปแบบการขาย
1. ขายแบบจัดใส่กล่องพร้อมวางขาย
จัดชูชิลงกล่องแล้วนำพลาสติกใสๆ มาปิดให้ลูกค้ามองเห็น ขนาดบรรจุประมาณ 6 ชิ้น ขายในราคากล่องละ 30 บาท เพื่อลดความวุ่นวายในระหว่างขาย เหมาะสำหรับงานวัด ออกบูธตามงานแสดงสินค้าต่างๆ
แต่มีข้อเสียตรงที่ลูกค้าไม่อาจเลือกหน้าชูชิแบบที่ต้องการได้ เพราะเราคละลงกล่องไปหมดแล้ว หรืออาจมองว่าชูชิไม่สดใหม่
2. แบบตั้งโต๊ะ เตรียมสินค้าใส่ถาดพร้อมให้ลูกค้าเลือก
นำชูชิที่ทำเสร็จแล้วใส่ถาดอย่างละถาดให้ลูกค้าเลือกรับประทานก่อนจัดลงในกล่อง ข้อดีคือลูกค้าสามารถเลือกรับประทานตามใจชอบ และตามจำนวนที่ต้องการได้ ข้อเสียคือ ลูกค้าอาจมองว่าไม่สดใหม่ เพราะไม่รู้ว่าทำไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่
3. ขายแบบสดๆ ใหม่ๆ ทำให้เห็น
คือทำขายให้ดูกันสดๆ จะทำให้ลูกค้าคึกคักเพลิดเพลินกับการดู และได้ของสดใหม่ๆ กลับไปทาน แต่ข้อเสียอยู่ตรงผู้ขายต้องเตรียมอุปกรณ์หลายอย่าง ทำให้ยุ่งยากและเกิดความล่าช้าในการขาย
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจชูชิ 5 บาท
- การซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบสำหรับทำชูชิ เริ่มต้นจะมากหน่อย แต่ต่อๆ ไปจะเหลือเพียงต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบเท่านั้น
- อุปกรณ์ที่ใช้แล้วต้องดูแลรักษาความสะอาดดีๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานที่สุด จะได้ไม่ต้องหาซื้อใหม่บ่อยๆ
- เลือกคุณภาพวัดถุดิบที่ดีๆ อย่าหวังแต่กำไร ไม่งั้นจะเจ๊ง
- ควรใช้ข้าวญี่ปุ่นในการห่อ เพราะจะกลมสวยกว่าข้าวไทย และมีความเหนียวปั้นง่าย
- คิดไอเดียใหม่ๆ ด้วยการออกแบบหน้าชูชิต่างๆ จะช่วยเพิ่มความหลากหลาย และดึงดูดให้ลูกค้าแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร้านมากขึ้น
- ในหน้าร้านนั้นควรมีหน้าชูชิให้เลือกรับประมาณอย่างน้อย 8-9 หน้า
- พ่อค้า แม่ขายต้องอารมณ์เย็น ต้องมีความประณีตเพื่อความสวยงาม ที่สำคัญของที่ใช้แต่งหน้าชูชินั้น ต้องทำให้ดูมาก พูน น่าทาน ซึ่งก็ต้องตักเยอะจริงๆ เมื่อลูกค้าซื้อไปทานแล้ว จะได้คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป
นอกจากนี้หากไม่มีความถนัดทางด้านการทำชูชิยังมีแฟรนไซส์ชูชิให้บริการ อาทิ
โมกุน ซูชิ เจ้าของแฟรนไซส์โมกุน ซูชิ ที่มีสาขากว่า 100 แห่ง สามารถลงทุนระบบแฟรนไซส์แบบไม่เสียค่าแฟรนไซส์ ไม่เสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า และไม่บังคับซื้อสินค้า โดยจะเปิดสอนอาชีพให้ผู้ประกอบการมือใหม่หัดขาย
เริ่มตั้งแต่พื้นฐานกับอีก 40 หน้าชูชิ ค่าอบรม 2,000 บาทต่อคน
หลักสูตร 1 วัน อบรม 4-5 ชั่วโมง ทุกวันอักงคารและศุกร์ รับผู้อบรม 1-3 คนต่อรอบ เพราะต้องการสอนแบบใกล้ชิด ผู้เรียนได้ลงมือทำทุกคน ไม่ได้เรียนแบบชะโงกดู รับประกันได้ว่าเรียนจบออกไปทำได้ทุกคน
คนที่ไม่ได้มาอบรมกับโมกุนก็สามารถซื้อวัตถุดิบได้ ส่วนใครที่อบรมแล้วต้องการเปิดร้านขายจริงจัง ก็สามารถซื้อแฟรนไซส์โมกุน ซูชิไปประกอบธุรกิจได้ทันที
โดยราคาชุดแฟรนไซส์พร้อมขาย รวยเร็ว 1 ค่าแฟรนไซส์ 1,500 บาท จะได้รับป้ายโมกุนชูชิ ครบชุด ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ภายในร้าน สามารถเลือกซื้อสินค้าเองได้ เหมาะสำหรับคนที่มีร้านอยู่แล้ว แต่ต้องการติดแบรนด์โมกุน
และรูปแบบชุดรวยเร็ว 2 ค่าแฟรนไซส์ 9,000 บาท จะได้รับป้ายโมกุนครบชุด โครงคีออสก์ถอดประกอบได้ ถาดใส่ซูชิอะคริลิกสีดำขอบแดง 8 ใบ ที่คีบซูชิ 6 อัน กล่องใส่ซูชิใบใหญ่ 100 ใบ กล่องใส่ซูชิใบเล็ก 100 ใบ ตะกร้าใส่ตะเกียบ วาซาบิ และซอส ซึ่งการลงทุนรูปแบบนี้ สามารถเปิดร้านขายได้ทันที
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โมกุน ซูชิ
โทรศัพท์ 081-808-0124, 086-034-1012, 02-171-6895
www.mokunsushi.net
ซื้อง่าย-ขายคล่อง
ยุคนี้คนหันมาบริโภคอาหารญี่ปุ่นไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะที่ขึ้นชื่อเลยเห็นจะเป็น "ซูซิ" เรียกได้ว่าตีตลาดอาหารทานเล่นได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
ด้วยข้าวที่เหนียวเป็นเอกลักษณ์แถมยังโรยหน้าด้วยสาหร่าย ปูอัด กุ้ง และอีกหลายๆ หน้าที่ชวนให้ชิม ผสมกับรสของวาซาบิ จึงทำให้ธุรกิจนี้ทำเงินได้เป็นอย่างดี ด้วยราคาเบาๆ แค่ 5 บาท และปรับรสชาติให้เหมาะกับปากคนไทย จึงกลายมาเป็นอาหารที่ซื้อง่ายขายคล่อง มีขายทั่วไปในทุกพื้นที่
การลงทุน
ใช้ข้าวสวยประมาณ 7 กิโลกรัมต่อวัน ข้าว 8 ถ้วยตวง จะทำชูชิได้ 250 คำ คิดเป็นต้นทุนก็หลักสตางค์
ส่วนต้นทุนหน้าชูชิหน้าที่คนนิยมซื้อ เช่น หน้ากุ้งต้นทุนตัวละ 1 บาท ต้นทุนข้าว 30 สตางค์ คิดเป็นต้นทุนต่อคำ 1.50 บาท แต่ขายชูชิในราคา 5 บาท กำไร 3.50 บาท คิดเป็น 200% จากต้นทุน ถ้าเป็นชูชิหน้าปลาแชลมอนหน้าปลาไหล ต้นทุนจะสูงขึ้น อยู่ที่คำละ 4 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ตามร้านชูชิ 5 บาท จะตัดหน้าปลาแชลมอนออกไปเลย แต่ถ้าจะขายก็อาจจะเปลี่ยนราคาเป็นชูชิ 10 บาท
ซึ่งปกติแล้วราคาโดยประมาณ ยำสาหร่ายเขียว (250-500 กรัม ราคา 75 บาท, ไข่กุ้งส้ม (500 กรัม) ราคา 165 บาท, หอยลายปรุงรสกิมจิ (500 กรัม) ราคา 160 บาท, วาซาบิสด เกรด A (200 ซอง) ราคา 280 บาท
หรือจะเพิ่มความหลากหลายของหน้า ด้วยแฮม ปลาชาบะ ก้ามปู หอยเซลล์ ประมาณแล้วใช้เงินลงทุนวัตถุดิบ รวมวันละ 3,000-4,000 บาท (ไม่รวมอุปกรณ์ตกแต่งร้าน) และการลงทุนขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าของการผลิต
โดยขายในราคาชิ้นละ 5 บาท
วัสดุอุปกรณ์
1. ข้าวญี่ปุ่น กิโลกรัมละประมาณ 50 บาท
2. หน้าชูชิต่างๆ แล้วแต่จำนวนหน้าที่เราต้องการนำมาขาย หากนำมาสัก 9 หน้า ลงทุนอีกประมาณ 2,000-3,000 บาท ก็จะได้หน้ามาทำหลากหลาย แผ่นสาหร่าย ซอสญี่ปุ่น วาซาบิ
3. ถาดอะคริลิกดำแดงและกล่องใส่ชูชิ ราคาประมาณ 450 บาทต่อใบ ขนาดกว้าง 10 นิ้ว x ยาว 14 นิ้ว x สูง 2 นิ้ว x หน้า 4 มิลลิเมตร
4. ถาดพลาสติกแข็ง พร้อมฝาครอบ (สีแดง สีชา) ราคา 80 บาท
5. หญ้าเทียม (30x30 เซนติเมตร) ราคา 120 บาท
6. โคมไฟญี่ปุ่นเกรด A (10 นิ้ว) ราคา 450 บาท
7. ตะเกียบไม้แบบใช้แล้วทิ้ง แพ็ค 600 คู่ ราคา 150 บาท
รายได้ รวย รวย รวย
ราคาขายอยู่ที่ชิ้นละ 5 บาท ถ้าขายได้วันละ 1,000 ชิ้น ก็เท่ากับ 5,000 บาท หักเงินลงทุนวันละ 3,000 กำไรวันละ 2,000 บาท 1 เดือนเท่ากับ 60,000 บาท แต่หากได้ทำเลดีๆ คนพลุกพล่าน ตามห้างหรือออกบูธตามงานต่างๆ อาจขายได้ถึงวันละ 2,000 ชิ้นเลยทีเดียว มีแต่รวย รวย รวย
แรงงาน
หนึ่งคนก็สามารถทำได้ เพียงแต่ส่วนหนึ่งเราต้องเตรียมทำชูชิมาจากบ้านด้วยการจัดเก็บในกล่อง หรือหากพอมีเวลาจะทำสดๆ หน้าร้ายเลยก็ได้ แต่ถ้าหากขายดีจริงๆ คนเยอะจนทำแทบไม่ทัน หาพนักงานขายเพิ่มอีกสักคน จะทำให้ขายได้เร็วยิ่งขึ้น
วิธีการดำเนินธุรกิจ
- หุงข้าว ด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าแบบปกติ (เติมน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ) ละลายเข้าไป เพื่อข้าวจะได้ไม่จืด ราดลงไปให้ทั่วข้าว หลังจากข้าวสุกแล้ว
- นำข้าวที่สุกใส่ภาชนะพลาสติกสีขาวอย่างดี พักไว้รอข้าวเย็น
- นำข้าวที่เย็นแล้วมาม้วน ด้วยสาหร่ายแผ่นขนาดประมาณ 8 x 5 นิ้ว โดยใช้แผ่นไม้ม้วนข้าวที่ทำมาจากไม้ นำสาหร่ายวางลงไปบนแผ่นม้วนข้าว
- จากนั้นตักข้าวประมาณ 1 ทัพพีลงไปบนสาหร่าย เกลี่ยข้าวให้ทั่ว
- แล้วบีบมายองเนสตามแนวขวางบนแผ่นสาหร่ายด้านบน เพื่อให้แผ่นสาหร่ายติดกันเวลาม้วน
- จากนั้นทำการม้วนข้าวให้เป็นก้อนกลม แล้วใช้กรรไกรคมกริบตัดข้าวห่อสาหร่ายออกมาเป็นชิ้นๆ (ข้าวห่อสาหร่าย 1 แท่ง จะตัดออกมาได้ 8 ชิ้น)
- แล้วนำหน้าชูชิมาใส่ ไม่ว่าจะเป็นไข่กุ้งส้ม กุ้งต้ม ปูอัด ไข่หวาน แมงกะพรุน หนวดปลาหมึก เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้า
ทำเลประกอบธุรกิจ
ควรเลือกทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่าน ย่านชุมชน ใกล้สถานที่ราชการหรือสถานศึกษา แต่ต้องสำรวจให้ดีว่ายังไม่มีใครขายสินค้าประเภทเดียวกันอยู่ก่อนแล้ว ไม่งั้นไปเปิดขายแข่งกันก็เหนื่อยทั้งคู่ ไม่ดีแน่
รูปแบบการขาย
1. ขายแบบจัดใส่กล่องพร้อมวางขาย
จัดชูชิลงกล่องแล้วนำพลาสติกใสๆ มาปิดให้ลูกค้ามองเห็น ขนาดบรรจุประมาณ 6 ชิ้น ขายในราคากล่องละ 30 บาท เพื่อลดความวุ่นวายในระหว่างขาย เหมาะสำหรับงานวัด ออกบูธตามงานแสดงสินค้าต่างๆ
แต่มีข้อเสียตรงที่ลูกค้าไม่อาจเลือกหน้าชูชิแบบที่ต้องการได้ เพราะเราคละลงกล่องไปหมดแล้ว หรืออาจมองว่าชูชิไม่สดใหม่
2. แบบตั้งโต๊ะ เตรียมสินค้าใส่ถาดพร้อมให้ลูกค้าเลือก
นำชูชิที่ทำเสร็จแล้วใส่ถาดอย่างละถาดให้ลูกค้าเลือกรับประทานก่อนจัดลงในกล่อง ข้อดีคือลูกค้าสามารถเลือกรับประทานตามใจชอบ และตามจำนวนที่ต้องการได้ ข้อเสียคือ ลูกค้าอาจมองว่าไม่สดใหม่ เพราะไม่รู้ว่าทำไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่
3. ขายแบบสดๆ ใหม่ๆ ทำให้เห็น
คือทำขายให้ดูกันสดๆ จะทำให้ลูกค้าคึกคักเพลิดเพลินกับการดู และได้ของสดใหม่ๆ กลับไปทาน แต่ข้อเสียอยู่ตรงผู้ขายต้องเตรียมอุปกรณ์หลายอย่าง ทำให้ยุ่งยากและเกิดความล่าช้าในการขาย
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจชูชิ 5 บาท
- การซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบสำหรับทำชูชิ เริ่มต้นจะมากหน่อย แต่ต่อๆ ไปจะเหลือเพียงต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบเท่านั้น
- อุปกรณ์ที่ใช้แล้วต้องดูแลรักษาความสะอาดดีๆ เพื่อยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานที่สุด จะได้ไม่ต้องหาซื้อใหม่บ่อยๆ
- เลือกคุณภาพวัดถุดิบที่ดีๆ อย่าหวังแต่กำไร ไม่งั้นจะเจ๊ง
- ควรใช้ข้าวญี่ปุ่นในการห่อ เพราะจะกลมสวยกว่าข้าวไทย และมีความเหนียวปั้นง่าย
- คิดไอเดียใหม่ๆ ด้วยการออกแบบหน้าชูชิต่างๆ จะช่วยเพิ่มความหลากหลาย และดึงดูดให้ลูกค้าแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร้านมากขึ้น
- ในหน้าร้านนั้นควรมีหน้าชูชิให้เลือกรับประมาณอย่างน้อย 8-9 หน้า
- พ่อค้า แม่ขายต้องอารมณ์เย็น ต้องมีความประณีตเพื่อความสวยงาม ที่สำคัญของที่ใช้แต่งหน้าชูชินั้น ต้องทำให้ดูมาก พูน น่าทาน ซึ่งก็ต้องตักเยอะจริงๆ เมื่อลูกค้าซื้อไปทานแล้ว จะได้คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป
นอกจากนี้หากไม่มีความถนัดทางด้านการทำชูชิยังมีแฟรนไซส์ชูชิให้บริการ อาทิ
โมกุน ซูชิ เจ้าของแฟรนไซส์โมกุน ซูชิ ที่มีสาขากว่า 100 แห่ง สามารถลงทุนระบบแฟรนไซส์แบบไม่เสียค่าแฟรนไซส์ ไม่เสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า และไม่บังคับซื้อสินค้า โดยจะเปิดสอนอาชีพให้ผู้ประกอบการมือใหม่หัดขาย
เริ่มตั้งแต่พื้นฐานกับอีก 40 หน้าชูชิ ค่าอบรม 2,000 บาทต่อคน
หลักสูตร 1 วัน อบรม 4-5 ชั่วโมง ทุกวันอักงคารและศุกร์ รับผู้อบรม 1-3 คนต่อรอบ เพราะต้องการสอนแบบใกล้ชิด ผู้เรียนได้ลงมือทำทุกคน ไม่ได้เรียนแบบชะโงกดู รับประกันได้ว่าเรียนจบออกไปทำได้ทุกคน
คนที่ไม่ได้มาอบรมกับโมกุนก็สามารถซื้อวัตถุดิบได้ ส่วนใครที่อบรมแล้วต้องการเปิดร้านขายจริงจัง ก็สามารถซื้อแฟรนไซส์โมกุน ซูชิไปประกอบธุรกิจได้ทันที
โดยราคาชุดแฟรนไซส์พร้อมขาย รวยเร็ว 1 ค่าแฟรนไซส์ 1,500 บาท จะได้รับป้ายโมกุนชูชิ ครบชุด ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ภายในร้าน สามารถเลือกซื้อสินค้าเองได้ เหมาะสำหรับคนที่มีร้านอยู่แล้ว แต่ต้องการติดแบรนด์โมกุน
และรูปแบบชุดรวยเร็ว 2 ค่าแฟรนไซส์ 9,000 บาท จะได้รับป้ายโมกุนครบชุด โครงคีออสก์ถอดประกอบได้ ถาดใส่ซูชิอะคริลิกสีดำขอบแดง 8 ใบ ที่คีบซูชิ 6 อัน กล่องใส่ซูชิใบใหญ่ 100 ใบ กล่องใส่ซูชิใบเล็ก 100 ใบ ตะกร้าใส่ตะเกียบ วาซาบิ และซอส ซึ่งการลงทุนรูปแบบนี้ สามารถเปิดร้านขายได้ทันที
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โมกุน ซูชิ
โทรศัพท์ 081-808-0124, 086-034-1012, 02-171-6895
www.mokunsushi.net
เพ้นท์เล็บ ไร้พู่กัน
เพ้นท์เล็บ
ไร้พู่กัน
ความสวยความงาม เป็นของที่อยู่คู่กับผู้หญิงมานาน ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า เส้นผม แม้แต่เล็บ ผู้หญิงที่รักความสวยความงาม มักจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะจะได้ช่วยเสริมให้บุคลิกเธอดูดี และงามขึ้น
ธุรกิจการเพ้นท์เล็บจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว มีผู้คนให้การตอบรับเป็นจำนวนมาก ทำให้บางครั้งบริการไม่ทัน เพราะต้องแต่งแต้มด้วยพู่กันเพ้นท์เล็บทีละเล็บ จนเกิดความล่าช้า
แถมต้องใช้ทักษะฝีมือการเพ้นท์เล็บแบบศิลปินจริงๆ
ด้วยความเร่งรีบในปัจจุบัน การเพ้นท์เล็บแบบไม่ใช้พู่กันจึงได้รับความนิยมมาก เพราะสะดวกรวดเร็ว แถมความละเอียดของลายและความสวยงามก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
การลงทุน
ลงทุนไม่สูงมากเพียงแต่ต้องซื้อเครื่องปั้มเล็บ เครื่องเพ้นท์เล็บเพื่อทำการลอกลาย ราคาเริ่มต้นแบบครบชุด ก็มีตั้งแต่ 500-1,250 บาท แล้วแต่ว่าเราต้องการซื้อแผ่นลวดลายเพิ่ม และสีเพ้นท์เล็บมากน้อยเพียงใด
วัสดุอุปกรณ์
1. เครื่องปั้มลายเล็บ
2. สีเพ้นท์เล็บขวดใหญ่ 6 สี
3. น้ำยาเคลือบเงาเล็บ (Top Coat)
4. แผ่นปั๊มลายเล็บ จะเป็นเนื้อสแตนเลส มีลักษณะเป็นร่อง ที่ทำลวดลายต่างๆ ให้ลึกลงไปเล็กน้อย (ชุดละ 150 บาท)
สำหรับราคาโดยประมาณมีดังนี้
ราคาอุปกรณ์โดยประมาณ 500-650 บาท แล้วแต่การเจรจาซื้อขายกับทางร้าน ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านในอินเตอร์เน็ต
แต่หากต้องการซื้อแบบยกชุดที่ทางร้าน Modern nail Studio มีจัดจำหน่ายไว้ให้ ในราคาเริ่มต้นที่ 580 บาทต่อชุด
ประกอบด้วย ตัวพิมพ์ลาย สีทาเล็บ แผ่นลวดลายและน้ำยาเคลือบ อย่างละะ 1 ชิ้นเท่านั้น
เงินลงทุน 1,250 บาท (ชุดเริ่มธุรกิจ 1)
ประกอบด้วยเครื่องเพ้นท์เล็บ 1 เครื่อง แผ่นลวดลาย 6 แผ่น และสีทาเล็บ 7 ขวด
ส่วนเงินลงทุน 2,000 บาท (ชุดเริ่มธุรกิจ 2)
ประกอบด้วย แผ่นลวดลาย 5 แผ่น สีทาเล็บ 5 ขวด น้ำยาเติมสี 1 ขวด น้ำยาเคลือบ 1 ขวด ตัวพิมพ์ลาย 1 ชุด และขวดปั๊มน้ำยาล้างเล็บพร้อมน้ำยา 1 ขวด
ซึ่งทาง Modern nail Studio ไม่ได้จำกัดว่าลูกค้าต้องซื้อสินค้าจากทางร้าน แต่ถ้าต้องการคุณภาพตามมาตรฐานของทางร้านแล้วจะกลับมาซื้อสินค้าซ้ำอีกก็ได้ โดยเฉพาะลวดลายจะมีลายใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง สนนราคาแผ่นละ 155 บาท
รายได้ รวย รวย รวย
ราคาของอุปกรณ์ทำอาชีพเพ้นท์เล็บนี้ ใช้เงินลงทุนไม่กี่บาท ขณะที่ราคาค่าเพ้นท์เล็บแบบปกติธรรมดาอยู่ที่ประมาณ 50-300 บาทต่อครั้ง ส่วนราคาค่าเพ้นท์เล็บแบบหยดน้ำจะมีราคาตั้งแต่ 100-1,000 บาทขึ้นไป จึงทำให้อาชีพนี้เป็นอีกหนึ่งอาชีพอิสระที่น่าสนใจ
สมมติเพ้นท์เล็บเฉลี่ยแล้วประมาณ 300 บาท มีผู้มาใช้บริการวันละ 20 คน ต่อวัน จะได้ 6,000 บาท เดือนหนึ่งจะทำยอดได้ถึง 180,000 บาท ซึ่งห้กลบค่าเช่าและต้นทุนถือว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
แรงงาน
แล้วแต่ทำเล ถ้าในห้างสรรพสินค้า ใช้ 2-3 คนกำลังดีเพราะคนพลุกพล่าน แต่ถ้าเป็นการเพ้นท์ตามร้านทั่วไป หรือตามตลาดนัด แต่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว
วิะีการดำเนินธุรกิจ
- เริ่มด้วยการทา Base coat ก่อนทาเล็บ เพื่อรองพื้นกันไ่ม่ให้เล็บเหลือง
- เลือกลวดลายที่ต้องการ จัดวางลวดลายบนแผ่นพิมพ์ แล้วแต้มสีทาเล็บลงไปที่แพลทเพ้นท์เล
- กดเครื่องปั๊มลายเล็บลากมายังจุดที่ปั๊มเล็บก็จะได้ลวดลายติดบนเล็บสวยงาม
- สุดท้ายทา Top coat เคลือบเล็บอีกที เพื่อความคงทนและแวววาวของลวดลาย
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจเพ้นท์เล็บไร้พู่กัน
- ธุรกิจจะเดินได้ดี่ต้องเลือกทำเลดีๆ มีคนพลุกพล่น ยิ่งในห้างสรรพสินค้ายิ่งดี
- ธุรกิจนี้ทำได้ง่าย เพียงเรียนรู้แค่ 5 นาที ก็สามารถทำได้แล้ว แต่ต้องฝึกปรือเรื่องฝีมือ ความละเอียด และไอเดียในการผสมผสานลวดลาย
- ต้องทำความรู้จักทุกส่วนของการทำเล็บ ตั้งแต่อุปกรณ์ จนถึงการบริการให้คำแนะนำลูกค้า
- ต้องมีเงินหมุนเวียนเริ่มต้นจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ซื้ออุปกรณ์
- หมั่นติดตามเทรนด์หรือแฟชั่นการทาเล็บเป็นประจำ
- คุณภาพสินค้าต้องดี พวกน้ำยาล้างเล็บ น้ำยาเคลือบและสีทาเล็บ เพื่อให้ลูกค้าติดใจและกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
- ควรใช้สีสำหรับเพ้นท์เล็บโดยเฉพาะ เพื่อติดทนนานกว่าสีทาเล็บแบบธรรมดา
- ต้องมีใจรักงานในด้านบริการเพราะต้องรับมือกับความต้องการของลูกค้าทุกวัน
- รู้จักที่จะสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ
สนใจติดต่อ Modern nail Studio
โทรศัพท์ 081-626-9795
รวยรับเงินล้านด้วยอาชีพอิสระ
โรสรินทร์ พุมฤทธิ์
ไร้พู่กัน
ความสวยความงาม เป็นของที่อยู่คู่กับผู้หญิงมานาน ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า เส้นผม แม้แต่เล็บ ผู้หญิงที่รักความสวยความงาม มักจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะจะได้ช่วยเสริมให้บุคลิกเธอดูดี และงามขึ้น
ธุรกิจการเพ้นท์เล็บจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว มีผู้คนให้การตอบรับเป็นจำนวนมาก ทำให้บางครั้งบริการไม่ทัน เพราะต้องแต่งแต้มด้วยพู่กันเพ้นท์เล็บทีละเล็บ จนเกิดความล่าช้า
แถมต้องใช้ทักษะฝีมือการเพ้นท์เล็บแบบศิลปินจริงๆ
ด้วยความเร่งรีบในปัจจุบัน การเพ้นท์เล็บแบบไม่ใช้พู่กันจึงได้รับความนิยมมาก เพราะสะดวกรวดเร็ว แถมความละเอียดของลายและความสวยงามก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
การลงทุน
ลงทุนไม่สูงมากเพียงแต่ต้องซื้อเครื่องปั้มเล็บ เครื่องเพ้นท์เล็บเพื่อทำการลอกลาย ราคาเริ่มต้นแบบครบชุด ก็มีตั้งแต่ 500-1,250 บาท แล้วแต่ว่าเราต้องการซื้อแผ่นลวดลายเพิ่ม และสีเพ้นท์เล็บมากน้อยเพียงใด
วัสดุอุปกรณ์
1. เครื่องปั้มลายเล็บ
2. สีเพ้นท์เล็บขวดใหญ่ 6 สี
3. น้ำยาเคลือบเงาเล็บ (Top Coat)
4. แผ่นปั๊มลายเล็บ จะเป็นเนื้อสแตนเลส มีลักษณะเป็นร่อง ที่ทำลวดลายต่างๆ ให้ลึกลงไปเล็กน้อย (ชุดละ 150 บาท)
สำหรับราคาโดยประมาณมีดังนี้
ราคาอุปกรณ์โดยประมาณ 500-650 บาท แล้วแต่การเจรจาซื้อขายกับทางร้าน ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านในอินเตอร์เน็ต
แต่หากต้องการซื้อแบบยกชุดที่ทางร้าน Modern nail Studio มีจัดจำหน่ายไว้ให้ ในราคาเริ่มต้นที่ 580 บาทต่อชุด
ประกอบด้วย ตัวพิมพ์ลาย สีทาเล็บ แผ่นลวดลายและน้ำยาเคลือบ อย่างละะ 1 ชิ้นเท่านั้น
เงินลงทุน 1,250 บาท (ชุดเริ่มธุรกิจ 1)
ประกอบด้วยเครื่องเพ้นท์เล็บ 1 เครื่อง แผ่นลวดลาย 6 แผ่น และสีทาเล็บ 7 ขวด
ส่วนเงินลงทุน 2,000 บาท (ชุดเริ่มธุรกิจ 2)
ประกอบด้วย แผ่นลวดลาย 5 แผ่น สีทาเล็บ 5 ขวด น้ำยาเติมสี 1 ขวด น้ำยาเคลือบ 1 ขวด ตัวพิมพ์ลาย 1 ชุด และขวดปั๊มน้ำยาล้างเล็บพร้อมน้ำยา 1 ขวด
ซึ่งทาง Modern nail Studio ไม่ได้จำกัดว่าลูกค้าต้องซื้อสินค้าจากทางร้าน แต่ถ้าต้องการคุณภาพตามมาตรฐานของทางร้านแล้วจะกลับมาซื้อสินค้าซ้ำอีกก็ได้ โดยเฉพาะลวดลายจะมีลายใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง สนนราคาแผ่นละ 155 บาท
รายได้ รวย รวย รวย
ราคาของอุปกรณ์ทำอาชีพเพ้นท์เล็บนี้ ใช้เงินลงทุนไม่กี่บาท ขณะที่ราคาค่าเพ้นท์เล็บแบบปกติธรรมดาอยู่ที่ประมาณ 50-300 บาทต่อครั้ง ส่วนราคาค่าเพ้นท์เล็บแบบหยดน้ำจะมีราคาตั้งแต่ 100-1,000 บาทขึ้นไป จึงทำให้อาชีพนี้เป็นอีกหนึ่งอาชีพอิสระที่น่าสนใจ
สมมติเพ้นท์เล็บเฉลี่ยแล้วประมาณ 300 บาท มีผู้มาใช้บริการวันละ 20 คน ต่อวัน จะได้ 6,000 บาท เดือนหนึ่งจะทำยอดได้ถึง 180,000 บาท ซึ่งห้กลบค่าเช่าและต้นทุนถือว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
แรงงาน
แล้วแต่ทำเล ถ้าในห้างสรรพสินค้า ใช้ 2-3 คนกำลังดีเพราะคนพลุกพล่าน แต่ถ้าเป็นการเพ้นท์ตามร้านทั่วไป หรือตามตลาดนัด แต่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว
วิะีการดำเนินธุรกิจ
- เริ่มด้วยการทา Base coat ก่อนทาเล็บ เพื่อรองพื้นกันไ่ม่ให้เล็บเหลือง
- เลือกลวดลายที่ต้องการ จัดวางลวดลายบนแผ่นพิมพ์ แล้วแต้มสีทาเล็บลงไปที่แพลทเพ้นท์เล
- กดเครื่องปั๊มลายเล็บลากมายังจุดที่ปั๊มเล็บก็จะได้ลวดลายติดบนเล็บสวยงาม
- สุดท้ายทา Top coat เคลือบเล็บอีกที เพื่อความคงทนและแวววาวของลวดลาย
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจเพ้นท์เล็บไร้พู่กัน
- ธุรกิจจะเดินได้ดี่ต้องเลือกทำเลดีๆ มีคนพลุกพล่น ยิ่งในห้างสรรพสินค้ายิ่งดี
- ธุรกิจนี้ทำได้ง่าย เพียงเรียนรู้แค่ 5 นาที ก็สามารถทำได้แล้ว แต่ต้องฝึกปรือเรื่องฝีมือ ความละเอียด และไอเดียในการผสมผสานลวดลาย
- ต้องทำความรู้จักทุกส่วนของการทำเล็บ ตั้งแต่อุปกรณ์ จนถึงการบริการให้คำแนะนำลูกค้า
- ต้องมีเงินหมุนเวียนเริ่มต้นจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ซื้ออุปกรณ์
- หมั่นติดตามเทรนด์หรือแฟชั่นการทาเล็บเป็นประจำ
- คุณภาพสินค้าต้องดี พวกน้ำยาล้างเล็บ น้ำยาเคลือบและสีทาเล็บ เพื่อให้ลูกค้าติดใจและกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
- ควรใช้สีสำหรับเพ้นท์เล็บโดยเฉพาะ เพื่อติดทนนานกว่าสีทาเล็บแบบธรรมดา
- ต้องมีใจรักงานในด้านบริการเพราะต้องรับมือกับความต้องการของลูกค้าทุกวัน
- รู้จักที่จะสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ
สนใจติดต่อ Modern nail Studio
โทรศัพท์ 081-626-9795
รวยรับเงินล้านด้วยอาชีพอิสระ
โรสรินทร์ พุมฤทธิ์
ร้านทุกอย่าง 20 บาท
ร้านทุกอย่าง 20 บาท
ด้วยค่าครองชีพในปัจจุบันที่ถีบตัวสูงขึ้น ผู้คนจึงหันมาปรับชีวิตความเป็นอยู่ และรู้จักประหยัดใช้สอยกันมากขึ้น จึงทำให้ธุรกิจร้านทุกอย่าง 20 บาทบูมอย่างเห็นได้ชัด ตลาดนัดแทบทุกแห่งจะมีร้านทุกอย่าง 20 บาท เปิดให้บริการอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัว ของใช้สอยต่างๆ ภายในบ้าน เครื่องมือช่าง ของเล่น รวมถึงสินค้าเบ็ดเตล็ดต่างๆ จึงทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อใช้สินค้ากันเป็นจำนวนมาก
การลงทุน
เป็นการยากที่จะบอกว่าควรจะลงทุนเท่าไร บางท่านเริ่มลงทุนจากหมื่นบาท บางท่านเริ่มต้นจากหลักแสนขึ้นอยู่กับงบประมาณ และทำเลในการค้า
สมมติบางคนเริ่มจากขายของที่ตลาดนัด ลงทุนแค่หมื่นบาท ก็ได้สินค้าเต็มแผงแล้ว
แต่สำหรับบางคนที่เช่าพื้นที่ขาย มีห้องกว้าง 5 x 14 เมตร และต้องการใช้สินค้าลงเต็มร้านพอดี
การลงทุนคร่าวๆ ประมาณ 1 แสน ซึ่งจะได้ของเต็มร้านประมาณ 6,000 กว่าชิ้น และมีของให้เลือกกว่า 500 แบบ
วัสดุอุปกรณ์
หน้าร้าน หรือร้านขายของ
สินค้าที่หลากหลาย
อุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้
1. ที่แขวนสินค้าทั้งหมดประมาณ 12 ตัว สูง 170 กว้าง 120 เซนติเมตร
ราคาโดยประมาณ ตัวละ 1,200-่1,500 บาท
2. ชั้นวางสินค้าแบบ 2 ด้าน
ตรงกลางร้านแบบไว้วาง 3 ชั้น ประมาณ 6 ตัว
ราคาโดยประมาณ ตัวละ 2,000 บาท (อาจลดต้นทุนด้วยการหาซื้อของมือสองดู)
3. ชั้นวางทั่วไป 4-5 ตัว และเคาน์เตอร์เก็บเงินที่แขวนพัดลม รวมถึงตกแต่งอย่างอื่นให้ดูดี ราคาโดยประมาณ 30,000 บาท
4. ป้าย
ราคาโดยประมาณ ตารางเมตรละ 100 บาท สมมติว่า 4 เมตรก็ 400 บาท
5. ค่าเช่าร้าน
ควรหาทำเลดีๆ เพราะทำเลดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ควรเลือกทำเลที่อยู่ในแหล่งชุมชน ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า จุดต่อรถใหญ่ๆ เพื่อจะได้มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ไม่เฉพาะเจาะจง
ค่าภาษีป้าย
สำหรับผู้ที่เปิดร้านขายของทุกอย่าง 20 บาท และมีการทำป้ายหน้าร้านเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ จะต้องมีการจ่ายภาษีป้ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอัตราค่าภาษีป้ายมีรายละเอียดดังนี้
- ป้ายประเภทที่ 1 หมายถึง ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน ให้คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
- ป้ายประเภทที่ 2 หมายถึง ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือปนกับภาพและเครื่องหมายอื่น ให้คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
- ป้ายประเภทที่ 3 หมายถึง (n) ป้ายที่ไม่มีอักษตรไทยไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใดๆ หรือไม่ หรือ (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมด อยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ ให้คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
เมื่อคำนวณพืืนที่ของป้ายแล้ว ถ้ามีอัตราต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้าย 200 บาท
รายได้ รวย รวย รวย
สมมติว่าเช่าคูหา 1 คูหา ขนาดประมาณ 4x 8 เดือนละ 10,500 บาท
เฉลี่ยวันละ 350 บาท (350 x 30 (วัน) = 10,500)
ฉะนั้นเราต้องขายสินค้าให้ได้ประมาณวันละ 500 ชิ้น
เราจะขายได้วันละ 10,000 บาท (500 (ชิ้น) x 20 (ราคาสินค้าต่อชิ้นที่ขาย)
ซึ่งหักค่าใช้จ่ายค่าขนส่งและต้นทุนชิ้นของสินค้า 25% จากยอดรวมที่ขายได้ 10,000 บาทต่อวัน ซึ่งจะได้กำไรประมาณวันละ 2,500 บาท (10,000 - 25%)
หรือเดือนละ 75,000 บาท (2,500 x 30 (วัน)
ซึ่งกำไรนี้พอที่จะคุ้มค่าเช่าร้าน ค่าแรง และค่าไฟ
สำหรับใครที่งบน้อย ประมาณ 20,000 บาท ก็สามารถลงทุนเปิดกิจการนี้ได้ เพียงแต่ไม่ต้องลงทุนเช่าห้องหรือตั้งแผงให้ใหญ่อย่างกรณีแรก เป็นร้านเล็กๆ ที่เปิดตามตลาดนัดหรือตามบ้านได้
เพียงเลือกซื้อสินค้ามาลงขายเองให้หลากหลายไว้ก่อน ไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อสินค้ายกลัง เพราะเรายังไม่รู้ว่าสินค้าชิ้นไหนขายดี
อาจลองซื้ออย่างละ 1-2 โหล เพื่อที่จัดเรียงสินค้าแล้วดูสวยงาม เต็มพอดีกับชั้นวางสินค้า
ต้นทุนสินค้าขาย 10 บาท จะอยู่ระหว่าง 4-8 บาท และต้นทุนสินค้าขาย 20 บาท จะอยู่ระหว่าง 10-15 บาท
แต่สำหรับสินค้าพลาสติกชิ้นใหญ่ราคาต่อชิ้นประมาณ 16-17.50 บาท ซึ่งลูกค้าจะนำไปจำหน่ายในราคา 25 บาท และหากลูกค้ามีกำลังซื้อยกลังได้ก็จะได้ราคาที่ต่ำลงอีก ซึ่งหมายถึงกำไรที่มากขึ้นเช่นกัน
ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าและจำนวนที่สั่งซื้อ เนื่องจากต้นทุนสินค้าแต่ละตัวไม่เท่ากัน
แต่ต้องคำนึงถึงเงินทุนหมุนเวียนในร้าน พื้นที่่การเก็บสินค้า และความเร็วในการเวียนของสินค้าด้วย หากกำไรมากแต่กว่าจะขายหมดเป็นเวลาหลายเดือน คงไม่คุ้มแน่นอน
นอกจากนี้ก็มีระบบขายแบบแฟรนไซส์ที่ร้านเอ-โกะ เปิด้ให้บริการ
เงื่อนไขผู้เป็นสมาชิก คือ ต้องสั่งซื้อสินค้าครั้งแรก เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาทขึ้นไป ซึ่งจะได้ราคาพิเศษในการขายชิ้นละ 13 บาท พร้อมอุปกรณ์ส่งเสริมการขาย
พวกป้ายร้าน ชุดฟอร์ม และมีสินค้าประมาณ 1,538 ชิ้น คละสี แบบ และลวดลาย จะได้ประมาณ 350 กว่าแบบ ก็สามารถเปิดร้านเล็กๆ ขายได้เลย
และทุกครั้งที่สั่งออเดอร์ยอดเกิน 10,000 บาทขึ้นไป จะจัดส่งฟรีทั่วประเทศ จะจัดส่งของให้ใน 1-2 วัน หลังจากโอนเงินและหากสินค้าตัวไหนขายไม่ดี สามารถเปลี่ยนคืนได้ภายใน 30 วัน
แรงงาน
ข้อดีของธุรกิจนี้ คือ ไม่ต้องมีพนักงานดูแลร้านจำนวนมาก เริ่มต้นอาจมีเพียง 1-2 คน สำหรับคิดเงิน และจัดเรียงสินค้า และหากคุณมีเวลาก็สามารถดูแลร้านเองได้ ซึ่งไม่ต้องมีต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มเติมในส่วนนี้
วิธีการดำเนินธุรกิจ
แหล่งของ 20 บาทมีเยอะมาก สามารถหาได้ในกูเกิล ซึ่งแต่ละเจ้าของจะคล้ายๆ กัน แต่สำหรับมือใหม่อยากลองตลาด อาจลองซื้อแบบไม่ยกโหลก็ได้ เพราะมากกว่า 20% ของจะค้างสต็อก
ถ้าคุณซื้อ 100,000 บาทแบบยกโหล คุณก็จะได้สินค้าประมาณ 500 กว่าแบบ แต่ถ้าคุณซื้อแบบครึ่งโหล คุณจะได้ 1,000 กว่าแบบ ร้านก็จะน่าสนใจขึ้นเยอะ อีกอย่างคือ เรายังไม่สามารถจับกลุ่มลูกค้าเริ่มต้นได้ จึงต้องอาศัยทดลองตลาดไปในตัว
นอกจากนี้สินค้าที่เป็นกลุ่มกิ๊ฟช็อปหรือสินค้าที่ต้องขายความสวยงาม เช่น สมุดลายการ์ตูน สติกเกอร์ กรอบรูป รูป 3 มิติ กล่องใส่ของลายต่างๆ ของพวกนี้เวลาสั่งยกโหล เราไม่สามารถเลือกลายได้
เวลาไปซื้อเขาก็จะห่อร่วมๆ กันไว้ ที่สวยๆ มีประมาณ 4-5 ชิ้น นอกนั้นลายอาจไม่สวยไม่เป็นที่น่าสนใจ และขายไม่ออก ทำให้เกิดปัญหาสินค้าค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก กลุ่มสินค้าที่เป็นเคมี พวกกาว น้ำยาต่างๆ ต้องระวังมากๆ เพราะบางทีซื้อมาแห้งหมดแล้วใช้งานไม่ได้
ต้นทุนอีกอย่างก็คือค่าขนส่งกับสินค้าที่เสียหาย ยิ่งร้านอยู่ต่างจังหวัดต้องสั่งของจากกรุงเทพฯ แล้วล่ะก็ หมดไปกับค่าขนส่งพอสมควร แต่ถ้าขับรถไปซื้อเองได้แม้ว่าจะแพงหน่อยแต่ถ้าได้เลือกสินค้าเองก็คุ้มกว่า เพราะได้ดูสินค้า เลือกจากของจริงๆ จะทำให้เห็นเนื้องานและคุณภาพว่าเหมาะกับการขายหรือไม่
ทำเลในการประกอบธุรกิจ
ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน สถาบันการศึกษา ตลาด จุดต่อรถโดยสาร ปััมน้ำมัน และที่อื่นๆ ที่มีผู้คนพลุกพล่นพอสมควร
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจทุกอย่าง 20
การจัดสินค้าภายในร้าน ต้องหมั่นหาสินค้าใหม่อยู่เสมอ เพราะเสน่ห์ของสินค้าทุกอย่าง 20 บาท คือความหลากหลาย ต้องหมั่นบริหารและจัดการสินค้าภายในร้านให้ดีๆ ด้วยวิธีโปรโมท หรือทำโปรโมชั่น เพื่อสินค้าจะได้หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา
ต้องหมั่นสังเกตกลุ่มลูกค้าว่าเป็นกลุ่มใด เช่น ใกล้ตลาด ก็ควรเน้นสินค้าสำหรับแม่บ้าน เครื่องครัว อุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ เป็นหลัก ทำเลใกล้โรงเรียน ควรเน้นสินค้าเครื่องเขียน ของเล่น เป็นต้น
ทำเลที่ดีหากเปิดใกล้ตาม 7-11 จะดีมาก เพราะคนพลุกพล่านไปมาเรื่อยๆ หรือในห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี โลตัสอาจจะขายปลีกที่ราคา 25 บาท เนื่องจากต้นทุนค่าเช่าสูงกว่า
การจัดวางสินค้า ควรวางให้โดดเด่น เพิ่มสีสันให้ชั้นวางจะช่วยให้สินค้าน่าซื้อมากขึ้น
สถานที่ติดต่อในการทำธุรกิจ
หากคุณจะซื้อสินค้าแบบเลือกเองก็ต้องเป็นที่ตลาดสำเพ็ง ช่วงเวลาในการซื้อของตลาดสำเพ็งที่ดี คือ ช่วงใกล้วสว่างประมาณตี 3-4 เป็นต้นไป แต่สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกกิ๊ปช๊อปเสียมากกว่า หรือจะมาที่ตลาดไทก็มีสินค้าขายส่ง 20 บาท ให้เลือกไปทดลองจำหน่ายได้เหมือนกัน
แต่หากเป็นรูปแบบแฟรนไซส์สามารถติดต่อได้ที่
บริษัท เอกดำรงค์ มาร์เก็ตติ้ง
โทรศัพท์ 02-433-6758
www.japankitchenproduct.com
หรือแฟรนไซส์ธุรกิจ OK 20 ติดต่อ คุณนพพล บุญโชคยิ่ง (เบนซ์)
โทรศัพท์ 084-897-5555
www.ok20-shop.com
ด้วยค่าครองชีพในปัจจุบันที่ถีบตัวสูงขึ้น ผู้คนจึงหันมาปรับชีวิตความเป็นอยู่ และรู้จักประหยัดใช้สอยกันมากขึ้น จึงทำให้ธุรกิจร้านทุกอย่าง 20 บาทบูมอย่างเห็นได้ชัด ตลาดนัดแทบทุกแห่งจะมีร้านทุกอย่าง 20 บาท เปิดให้บริการอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัว ของใช้สอยต่างๆ ภายในบ้าน เครื่องมือช่าง ของเล่น รวมถึงสินค้าเบ็ดเตล็ดต่างๆ จึงทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อใช้สินค้ากันเป็นจำนวนมาก
การลงทุน
เป็นการยากที่จะบอกว่าควรจะลงทุนเท่าไร บางท่านเริ่มลงทุนจากหมื่นบาท บางท่านเริ่มต้นจากหลักแสนขึ้นอยู่กับงบประมาณ และทำเลในการค้า
สมมติบางคนเริ่มจากขายของที่ตลาดนัด ลงทุนแค่หมื่นบาท ก็ได้สินค้าเต็มแผงแล้ว
แต่สำหรับบางคนที่เช่าพื้นที่ขาย มีห้องกว้าง 5 x 14 เมตร และต้องการใช้สินค้าลงเต็มร้านพอดี
การลงทุนคร่าวๆ ประมาณ 1 แสน ซึ่งจะได้ของเต็มร้านประมาณ 6,000 กว่าชิ้น และมีของให้เลือกกว่า 500 แบบ
วัสดุอุปกรณ์
หน้าร้าน หรือร้านขายของ
สินค้าที่หลากหลาย
อุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้
1. ที่แขวนสินค้าทั้งหมดประมาณ 12 ตัว สูง 170 กว้าง 120 เซนติเมตร
ราคาโดยประมาณ ตัวละ 1,200-่1,500 บาท
2. ชั้นวางสินค้าแบบ 2 ด้าน
ตรงกลางร้านแบบไว้วาง 3 ชั้น ประมาณ 6 ตัว
ราคาโดยประมาณ ตัวละ 2,000 บาท (อาจลดต้นทุนด้วยการหาซื้อของมือสองดู)
3. ชั้นวางทั่วไป 4-5 ตัว และเคาน์เตอร์เก็บเงินที่แขวนพัดลม รวมถึงตกแต่งอย่างอื่นให้ดูดี ราคาโดยประมาณ 30,000 บาท
4. ป้าย
ราคาโดยประมาณ ตารางเมตรละ 100 บาท สมมติว่า 4 เมตรก็ 400 บาท
5. ค่าเช่าร้าน
ควรหาทำเลดีๆ เพราะทำเลดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ควรเลือกทำเลที่อยู่ในแหล่งชุมชน ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า จุดต่อรถใหญ่ๆ เพื่อจะได้มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ไม่เฉพาะเจาะจง
ค่าภาษีป้าย
สำหรับผู้ที่เปิดร้านขายของทุกอย่าง 20 บาท และมีการทำป้ายหน้าร้านเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ จะต้องมีการจ่ายภาษีป้ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอัตราค่าภาษีป้ายมีรายละเอียดดังนี้
- ป้ายประเภทที่ 1 หมายถึง ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน ให้คิดอัตรา 3 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
- ป้ายประเภทที่ 2 หมายถึง ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศหรือปนกับภาพและเครื่องหมายอื่น ให้คิดอัตรา 20 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
- ป้ายประเภทที่ 3 หมายถึง (n) ป้ายที่ไม่มีอักษตรไทยไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใดๆ หรือไม่ หรือ (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมด อยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ ให้คิดอัตรา 40 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
เมื่อคำนวณพืืนที่ของป้ายแล้ว ถ้ามีอัตราต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้าย 200 บาท
รายได้ รวย รวย รวย
สมมติว่าเช่าคูหา 1 คูหา ขนาดประมาณ 4x 8 เดือนละ 10,500 บาท
เฉลี่ยวันละ 350 บาท (350 x 30 (วัน) = 10,500)
ฉะนั้นเราต้องขายสินค้าให้ได้ประมาณวันละ 500 ชิ้น
เราจะขายได้วันละ 10,000 บาท (500 (ชิ้น) x 20 (ราคาสินค้าต่อชิ้นที่ขาย)
ซึ่งหักค่าใช้จ่ายค่าขนส่งและต้นทุนชิ้นของสินค้า 25% จากยอดรวมที่ขายได้ 10,000 บาทต่อวัน ซึ่งจะได้กำไรประมาณวันละ 2,500 บาท (10,000 - 25%)
หรือเดือนละ 75,000 บาท (2,500 x 30 (วัน)
ซึ่งกำไรนี้พอที่จะคุ้มค่าเช่าร้าน ค่าแรง และค่าไฟ
สำหรับใครที่งบน้อย ประมาณ 20,000 บาท ก็สามารถลงทุนเปิดกิจการนี้ได้ เพียงแต่ไม่ต้องลงทุนเช่าห้องหรือตั้งแผงให้ใหญ่อย่างกรณีแรก เป็นร้านเล็กๆ ที่เปิดตามตลาดนัดหรือตามบ้านได้
เพียงเลือกซื้อสินค้ามาลงขายเองให้หลากหลายไว้ก่อน ไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อสินค้ายกลัง เพราะเรายังไม่รู้ว่าสินค้าชิ้นไหนขายดี
อาจลองซื้ออย่างละ 1-2 โหล เพื่อที่จัดเรียงสินค้าแล้วดูสวยงาม เต็มพอดีกับชั้นวางสินค้า
ต้นทุนสินค้าขาย 10 บาท จะอยู่ระหว่าง 4-8 บาท และต้นทุนสินค้าขาย 20 บาท จะอยู่ระหว่าง 10-15 บาท
แต่สำหรับสินค้าพลาสติกชิ้นใหญ่ราคาต่อชิ้นประมาณ 16-17.50 บาท ซึ่งลูกค้าจะนำไปจำหน่ายในราคา 25 บาท และหากลูกค้ามีกำลังซื้อยกลังได้ก็จะได้ราคาที่ต่ำลงอีก ซึ่งหมายถึงกำไรที่มากขึ้นเช่นกัน
ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าและจำนวนที่สั่งซื้อ เนื่องจากต้นทุนสินค้าแต่ละตัวไม่เท่ากัน
แต่ต้องคำนึงถึงเงินทุนหมุนเวียนในร้าน พื้นที่่การเก็บสินค้า และความเร็วในการเวียนของสินค้าด้วย หากกำไรมากแต่กว่าจะขายหมดเป็นเวลาหลายเดือน คงไม่คุ้มแน่นอน
นอกจากนี้ก็มีระบบขายแบบแฟรนไซส์ที่ร้านเอ-โกะ เปิด้ให้บริการ
เงื่อนไขผู้เป็นสมาชิก คือ ต้องสั่งซื้อสินค้าครั้งแรก เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาทขึ้นไป ซึ่งจะได้ราคาพิเศษในการขายชิ้นละ 13 บาท พร้อมอุปกรณ์ส่งเสริมการขาย
พวกป้ายร้าน ชุดฟอร์ม และมีสินค้าประมาณ 1,538 ชิ้น คละสี แบบ และลวดลาย จะได้ประมาณ 350 กว่าแบบ ก็สามารถเปิดร้านเล็กๆ ขายได้เลย
และทุกครั้งที่สั่งออเดอร์ยอดเกิน 10,000 บาทขึ้นไป จะจัดส่งฟรีทั่วประเทศ จะจัดส่งของให้ใน 1-2 วัน หลังจากโอนเงินและหากสินค้าตัวไหนขายไม่ดี สามารถเปลี่ยนคืนได้ภายใน 30 วัน
แรงงาน
ข้อดีของธุรกิจนี้ คือ ไม่ต้องมีพนักงานดูแลร้านจำนวนมาก เริ่มต้นอาจมีเพียง 1-2 คน สำหรับคิดเงิน และจัดเรียงสินค้า และหากคุณมีเวลาก็สามารถดูแลร้านเองได้ ซึ่งไม่ต้องมีต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มเติมในส่วนนี้
วิธีการดำเนินธุรกิจ
แหล่งของ 20 บาทมีเยอะมาก สามารถหาได้ในกูเกิล ซึ่งแต่ละเจ้าของจะคล้ายๆ กัน แต่สำหรับมือใหม่อยากลองตลาด อาจลองซื้อแบบไม่ยกโหลก็ได้ เพราะมากกว่า 20% ของจะค้างสต็อก
ถ้าคุณซื้อ 100,000 บาทแบบยกโหล คุณก็จะได้สินค้าประมาณ 500 กว่าแบบ แต่ถ้าคุณซื้อแบบครึ่งโหล คุณจะได้ 1,000 กว่าแบบ ร้านก็จะน่าสนใจขึ้นเยอะ อีกอย่างคือ เรายังไม่สามารถจับกลุ่มลูกค้าเริ่มต้นได้ จึงต้องอาศัยทดลองตลาดไปในตัว
นอกจากนี้สินค้าที่เป็นกลุ่มกิ๊ฟช็อปหรือสินค้าที่ต้องขายความสวยงาม เช่น สมุดลายการ์ตูน สติกเกอร์ กรอบรูป รูป 3 มิติ กล่องใส่ของลายต่างๆ ของพวกนี้เวลาสั่งยกโหล เราไม่สามารถเลือกลายได้
เวลาไปซื้อเขาก็จะห่อร่วมๆ กันไว้ ที่สวยๆ มีประมาณ 4-5 ชิ้น นอกนั้นลายอาจไม่สวยไม่เป็นที่น่าสนใจ และขายไม่ออก ทำให้เกิดปัญหาสินค้าค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก กลุ่มสินค้าที่เป็นเคมี พวกกาว น้ำยาต่างๆ ต้องระวังมากๆ เพราะบางทีซื้อมาแห้งหมดแล้วใช้งานไม่ได้
ต้นทุนอีกอย่างก็คือค่าขนส่งกับสินค้าที่เสียหาย ยิ่งร้านอยู่ต่างจังหวัดต้องสั่งของจากกรุงเทพฯ แล้วล่ะก็ หมดไปกับค่าขนส่งพอสมควร แต่ถ้าขับรถไปซื้อเองได้แม้ว่าจะแพงหน่อยแต่ถ้าได้เลือกสินค้าเองก็คุ้มกว่า เพราะได้ดูสินค้า เลือกจากของจริงๆ จะทำให้เห็นเนื้องานและคุณภาพว่าเหมาะกับการขายหรือไม่
ทำเลในการประกอบธุรกิจ
ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน สถาบันการศึกษา ตลาด จุดต่อรถโดยสาร ปััมน้ำมัน และที่อื่นๆ ที่มีผู้คนพลุกพล่นพอสมควร
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจทุกอย่าง 20
การจัดสินค้าภายในร้าน ต้องหมั่นหาสินค้าใหม่อยู่เสมอ เพราะเสน่ห์ของสินค้าทุกอย่าง 20 บาท คือความหลากหลาย ต้องหมั่นบริหารและจัดการสินค้าภายในร้านให้ดีๆ ด้วยวิธีโปรโมท หรือทำโปรโมชั่น เพื่อสินค้าจะได้หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา
ต้องหมั่นสังเกตกลุ่มลูกค้าว่าเป็นกลุ่มใด เช่น ใกล้ตลาด ก็ควรเน้นสินค้าสำหรับแม่บ้าน เครื่องครัว อุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ เป็นหลัก ทำเลใกล้โรงเรียน ควรเน้นสินค้าเครื่องเขียน ของเล่น เป็นต้น
ทำเลที่ดีหากเปิดใกล้ตาม 7-11 จะดีมาก เพราะคนพลุกพล่านไปมาเรื่อยๆ หรือในห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี โลตัสอาจจะขายปลีกที่ราคา 25 บาท เนื่องจากต้นทุนค่าเช่าสูงกว่า
การจัดวางสินค้า ควรวางให้โดดเด่น เพิ่มสีสันให้ชั้นวางจะช่วยให้สินค้าน่าซื้อมากขึ้น
สถานที่ติดต่อในการทำธุรกิจ
หากคุณจะซื้อสินค้าแบบเลือกเองก็ต้องเป็นที่ตลาดสำเพ็ง ช่วงเวลาในการซื้อของตลาดสำเพ็งที่ดี คือ ช่วงใกล้วสว่างประมาณตี 3-4 เป็นต้นไป แต่สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นพวกกิ๊ปช๊อปเสียมากกว่า หรือจะมาที่ตลาดไทก็มีสินค้าขายส่ง 20 บาท ให้เลือกไปทดลองจำหน่ายได้เหมือนกัน
แต่หากเป็นรูปแบบแฟรนไซส์สามารถติดต่อได้ที่
บริษัท เอกดำรงค์ มาร์เก็ตติ้ง
โทรศัพท์ 02-433-6758
www.japankitchenproduct.com
หรือแฟรนไซส์ธุรกิจ OK 20 ติดต่อ คุณนพพล บุญโชคยิ่ง (เบนซ์)
โทรศัพท์ 084-897-5555
www.ok20-shop.com
กาแฟโบราณถุงกระดาษ
กาแฟโบราณถุงกระดาษ
ฮอตฮิตกันอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับกาแฟโบราณที่ตีตลาดเครื่องดื่มในยุคปัจจุบันกระจาย ด้วยเสน่ห์ในความใหญ่คับถุง พร้อมกับถุงกระดาษที่กักเก็บความเย็นได้นานถึง 6 ชั่วโมง
เรียกได้ว่าตอนนี้ระบาดไปทั่วประเทศ แถมยังสามารถทำชื่อใส่ถุงกระดาษตามแต่ใจแม่ค้าได้อย่างสบายๆ ไม่ว่าจะเป็น ยกนิ้วกาแฟถุงกระดาษ, โอ้โฮ! โบราณจัง, เปิ่นกาแฟโบราณ ฯลฯ แต่ละเจ้าก็มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ธุรกิจนี้เติบโตได้เร็วเพราะทำได้ไม่ยาก แถมลงทุนไม่สูง เพียงแค่มีสูตรกาแฟ และน้ำชงอื่นๆ อยู่แล้ว หลังจากนั้นเพียงแค่หาถุงกระดาษเข้ามาเสริมเพื่อสร้างยอดในการขาย เพียงแค่นี้ก็เปิดกิจการได้แล้ว
การลงทุน
สำหรับการทำธุรกิจกาแฟโบราณที่ว่านั้น การลงทุนมีหลากหลายรูปแบบด้วยกันมีทั้งการทำธุรกิจแบบระบบแฟรนไซส์และแบบทำเอง
ในรูปแบบของแฟรนไซส์นั้นมีหลายราคาและหลายเจ้าให้เราเลือกสรรกันเลยทีเดียว โดยเริ่มจากราคา 10,000 บาทต้นๆ ไปจนถึงหลายหมื่นบาท
ส่วนในรูปแบบของการทำเองนั้นการลงทุนจะน้อยกว่า เพราะสามารถสั่งทำถุงแยกได้ แต่ข้อเสียของการขายแบบนี้ คือไม่มีป้ายชื่อร้านที่คุ้นหู หรือจะพูดกันง่ายๆ คือไม่มีแบรนด์ดังการันตีนั่นเอง
วัสดุอุปกรณ์
1. รถเข็น หรือร้าน หรือซุ้มขายชา-กาแฟ ขนาดและราคาของซุ้มนั้นมีตั้งแต่ราคาหลักพันไปถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ลงทุนเองว่า ต้องการซุ้มกาแฟรูปแบบถูกตาหรือราคาถูกใจ สามารถเลือกซื้อได้อย่างมากมาย และในยุคนี้ยังมีซุ้มกาแฟรูปแบบต่างๆ ให้คุณเลือกซื้อหาจากทางอินเตอร์เน็ตได้
ส่วนขนาดและราคาของรถเข็นนั้นเริ่มตั้งแต่ราคาแบบถูกมีตั้งแต่หมื่นต้นๆ แต่หากเป็นแบบที่แพงชนิดไฮโซเลยราคา ก็อาจจะถึงหลักแสนได้เลย ทั้งนี้การลงทุนเรื่องวัสดุอุปกรณ์นั้น ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบเสียก่อนตัดสินใจ
2. หม้อต้มกาแฟ มีลักษณะคล้ายกับหม้อก๋วยเตี๋ยว มี 2 ช่อง ฝาจะเป็บแบบ 2 หลุม หรือเลือกใช้แบบ 3 หลุม หม้อมีเบอร์ 14, 16 นิ้ว ถ้าใช้สแตนเลสอย่างดี ราคาประมาณ 3,500 บาท
3. ถังแก๊สขนาด 15 กิโลกรัม พร้อมหัวแก๊ส และขาตั้งเตา เลือกใช้ให้พอดีกับหม้อต้มกาแฟ อย่าให้เตี้ย หรือสูงเกินไป เพื่อจะได้ทำงานสะดวก
4. กระป๋องชงถ่าย ชา-กาแฟ ควรใช้กระป๋องสแตนเลส 4 ใบ มีหลายขนาดให้เลือก
5. ถุงชงชา-กาแฟ ทำจากผ้าสำลีจำนวน 2 ใบ
6. ถ้วยชงกาแฟ ช้อนคนกาแฟ ช้อนชง
7. กระบวยตักน้ำร้อน มีหลายขนาด ถ้าเลือกใช้ขนาดเล็ก ก็ประมาณ 6 ออนซ์
8. ที่เปิดกระป๋องนม
9. ที่จุดแก๊ส
10. แก้วชง มีทั้งแบบที่เป็นสแตนเลสและเป็นแก้วมีหลายขนาด บางทีเราเลือกแบบที่มีสเกลบอกก็ได้ จะได้ชงปริมาณเท่ากันทุกๆ ครั้ง
11. แก้ว พร้อมฝา ขนาด 16, 22 ออนซ์ สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อแบบใส่แก้วพลาสติก
12. ถุงพลาสติกร้อนสำหรับใส่กาแฟ และสำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อกาแฟร้อน
13. ถุงกระดาษ
14. ภาชนะใส่ผง ชา-กาแฟ น้ำตาล ครีมเทียม ฯลฯ
ในกรณีที่เป็นการซื้อแฟรนไซส์ เขาจะให้อุปกรณ์ตามรายการข้างต้นมาด้วย แต่จะครบทุกรายการหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับราคาแฟรนไซส์ที่คุณจ่าย ถ้าไม่แน่ใจก็ลองสอบถามเจ้าของแฟรนไซส์ดูก่อน ขาดเหลืออะไรก็สามารถซื้อเพิ่มเติมในภายหลังได้
รายได้ รวย รวย รวย
ในส่วนของรายได้ของเจ้าของธุรกิจกาแฟโบราณนั้นต้องบอกว่าทำเลที่ตั้งนั้นมีส่วนสำคัญมากจริงๆ แต่โดยเฉลี่ยที่ผู้เรียบเรียงได้ไปสัมผัสพูดคุยกับบรรดาพ่อค้า แม่ค้ากาแฟโบราณถุงกระดาษนั้นก็พอจะสรุปได้ดังนี้
ราคาขายจะอยู่ที่ถุงละ 25-30 บาท โดยที่ต้นทุนจะอยู่ที่ 10 ต่อหนึ่งถุง (ในส่วนต้นทุนแพกเกจจิ้งถุงสีน้ำตาลอยู่ที่ใบละ 1.50 บาท แต่ถ้าสั่งเยอะต้นทุนก็จะถูกลงอีก)
นั่นหมายถึงจะได้กำไรถุงละ 15 บาท
ขาย 50 ถุงต่อวัน จะได้ 1,250 กำไร 750 บาทต่อวัน
ขาย 100 ถุงต่อวัน จะได้ 2,500 กำไร 1,500 บาทต่อวัน
ขาย 100 ถุงต่อวัน จะได้ 2,500 กำไร 1,500 บาทต่อวัน
วิธีการดำเนินธุรกิจ
วิธีการทำธุรกิจกาแฟโบราณ ถุงกระดาษนั้นมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากเท่าใดนัก เน้นที่การตกแต่งร้านกับรสชาติที่ถูกปากคอกาแฟเพียงแค่นี้ก็เรียกได้ว่า เอาอยู
การตกแต่งหน้าร้านกับวิธีการชงกาแฟนั้น หากเป็นระบบแฟรนไซส์จะมีอุปกรณ์ทุกอย่างมาให้เราพร้อมทั้งหน้าร้าน ป้าย การตกแต่งร้าน สินค้า เช่น กาแฟ ชาเชียว ชานม ครีมเทียม และจบด้วยเจ้าถุงกระดาษที่มีชื่อร้านติดอยู่เห็นได้อย่างชัดเจน
ราคาแฟรนไซส์สามารถเรียนเป็นหลักสูตรการทำกาแฟได้ด้วย ยกตัวอย่าง "โอ้โฮ! โบราณจัง" รับสอนสูตรกาแฟ โดยคิดราคาอยู่ที่ 15,000 บาท โดยจะได้สูตรการชงกาแฟโบราณ และเครื่องดื่มอื่นๆ ทั้งหมดราวๆ 20 กว่าเมนู พร้อมกับแถมกาแฟคั่ว ชาวเขียว และชาแดง อย่างละ 4 กิโลกรัม
แต่ไม่มีอุปกรณ์การขายใดๆ ให้ แพ็คเกจนี้จะเหมาะกับลูกค้าที่มาจากต่างจังหวัดไกลๆ ไม่สะดวกที่จะแบกอุปกรณ์กลับเยอะๆ
ส่วนแพ็คเกจที่ 2 ราคา 38,000 บาท นอกจากน้ำชงและวัตถุดิบแล้วจะมีอุปกรณ์ทุกอย่างให้ครบทั้งรถเข็น แผ่นป้ายเมนู อุปกรณ์การชง ถุงกระดาษ
เรียกได้ว่าวันรุ่งขึ้นสามารถเปิดร้านขายได้เลย ซึ่งปัจจุบันแพ็คเกจนี้ได้รับความนิยมมาก แต่มีข้อจำกัดที่ว่า ลูกค้าจะต้องกลับมาซื้อวัตถุดิบหลักๆ 3 ตัวคือ
กาแฟ ชาแดง ชาเขียว ห้ามใช้วัตถุดิบจากที่อื่น
ปัจจุบันมีผู้สนใจนำสูตรกาแฟ และเปิดร้านแฟรนไซส์ โอ้โฮ!โบราณจัง มากกว่า 40 สาขา ซึ่งบางสาขาเขาก็ไปตั้งชื่อของตัวเอง แต่ยังใช้วัตถุดิบของทางร้าน และมีสัญลักษณ์คือ ถุงสีน้ำตาลติดโลโก้
นอกจากนี้ยังมีแฟรนไซส์อีกหลายเจ้า อาทิ ร้านแฟ_โว๊ย แฟ_ป่าว ก็มีการเปิดให้บริการแบบอุปกรณ์และวัตถุดิบพร้อมเหมือนกัน
โดยราคาที่อยู่ 19,000 บาท ได้รับอุปกรณ์ วัตถุดิบพร้อมขายได้เลย และราคา 39,000 บาท ได้รับเคาเตอร์อุปกรณ์ วัตถุดิบพร้อมขายได้เลย โดยเป็นการจ่ายขาดครั้งเดียว ไม่มีเก็บค่าแฟรนไซส์รายปี แต่จะมีสัญญาในเรื่องของการซื้อวัตถุดิบก็เจ้าของแฟรนไซส์เท่านั้น
ทำเลในการประกอบธุรกิจ
ทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต้องเป็นแหล่งชุมชน ยิ่งใกล้กับโรงงาน หรือสถานประกอบการต่างๆ ย่านที่คนพลุกพล่านจะขายได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามหากคิดจะทำธุรกิจนี้ต้องคำนึงถึงทำเลให้ดี เพราะเริ่มจะมีการแข่งขันสฦูง และควรหาสูตรกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อให้ลูกค้าติดใจ และกลับมาเป็นลูกค้าประจำให้ดี
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจกาแฟโบราณถุงกระดาษ
1. การทำกิจการกาแฟถุงกระดาษโบราณนั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการฝึกอบรมเรื่องการชง สูตรต่างๆ ของเครื่องดื่มที่เราจะขาย เพราะบางรายไม่ได้ขายเฉพาะกาแฟ ยังมีชานม โกโก้ และอีกหลากหลายเมนู จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักวิธีการชงที่ถูกต้อง
2. ควรให้ความใส่ใจต่อผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการคัดสรรวัตถุดิบต่างๆ อย่าปล่อยให้คุณภาพของคุณหลุดมือเป็นอันขาด
3. ควรมีป้ายเชิญชวน หรือโฆษณาที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้อีกหนึ่งทาง พร้อมบอกราคาที่ชัดเจน
4. หมั่นดูแลสินค้าและอุปกรณ์ให้อยู่สภาพสะอาดและพร้อมใช้งานตลอดเวลา
5. จัดโปรโมชั่นเพื่อเรียกลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำอีก เช่น ซื้อครบ 10 ถุง แถมฟรี 1 ถุง หรือจะเป็นบริการส่งถึงที่แล้วแต่คุณจะอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า
สถานที่ติดต่อในการทำธุรกิจ
หากเป็นระบบแฟรนไซส์นั้นสามารถติดต่อได้ที่
ร้านโอ้โฮ! โบราณจัง
โทรศัพท์ 081-373-6708
กาแฟถุงกระดาษ แฟ_โว๊ย แฟ_ป่าว
โทรศัพท์ 084-012-7555, 087-516-2729
ส่วนรูปแบบของการลงมือทำเองทุกอย่างต้องเริ่มจาก การคัดสรรวัตถุดิบเองทั้งหมด ตั้งแต่กาแฟ ครีมเทียม หรือแม่แต่สูตรในการปรุงแต่งเครื่องดื่มให้หอมหวานน่าทาน โดยทั่วไปแล้วสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดและร้านค้าออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย เช่น
www.shop.boncafe.co.th จัดจำหน่ายทั้งกาแฟ เครื่องทำกาแฟ รวมไปถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อีกมากมาย สามารถเลือกซื้อกันได้อย่าสะดวก
www.aromathailand.com ที่นี่ก็จัดจำหน่ายทุกอย่าง เช่นกันทั้งกาแฟ เครื่องชง เครื่องบด อุปกรณ์ในการชงต่างๆ และก็ยังมีอีกมากมาย สามารถหาซื้อได้อย่างหลากหลายจริงๆ แต่ถ้าไม่ชอบความยุ่งยากก็สามารถสั่งซื้อผ่านร้านค้าออนไลน์ หรือร้าค้าในย่านใกล้เคียงได้
รวยรับเงินล้านด้วยอาชีพอิสระ
โรสรินทร์ พุมฤทะิ์
ฮอตฮิตกันอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับกาแฟโบราณที่ตีตลาดเครื่องดื่มในยุคปัจจุบันกระจาย ด้วยเสน่ห์ในความใหญ่คับถุง พร้อมกับถุงกระดาษที่กักเก็บความเย็นได้นานถึง 6 ชั่วโมง
เรียกได้ว่าตอนนี้ระบาดไปทั่วประเทศ แถมยังสามารถทำชื่อใส่ถุงกระดาษตามแต่ใจแม่ค้าได้อย่างสบายๆ ไม่ว่าจะเป็น ยกนิ้วกาแฟถุงกระดาษ, โอ้โฮ! โบราณจัง, เปิ่นกาแฟโบราณ ฯลฯ แต่ละเจ้าก็มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ธุรกิจนี้เติบโตได้เร็วเพราะทำได้ไม่ยาก แถมลงทุนไม่สูง เพียงแค่มีสูตรกาแฟ และน้ำชงอื่นๆ อยู่แล้ว หลังจากนั้นเพียงแค่หาถุงกระดาษเข้ามาเสริมเพื่อสร้างยอดในการขาย เพียงแค่นี้ก็เปิดกิจการได้แล้ว
การลงทุน
สำหรับการทำธุรกิจกาแฟโบราณที่ว่านั้น การลงทุนมีหลากหลายรูปแบบด้วยกันมีทั้งการทำธุรกิจแบบระบบแฟรนไซส์และแบบทำเอง
ในรูปแบบของแฟรนไซส์นั้นมีหลายราคาและหลายเจ้าให้เราเลือกสรรกันเลยทีเดียว โดยเริ่มจากราคา 10,000 บาทต้นๆ ไปจนถึงหลายหมื่นบาท
ส่วนในรูปแบบของการทำเองนั้นการลงทุนจะน้อยกว่า เพราะสามารถสั่งทำถุงแยกได้ แต่ข้อเสียของการขายแบบนี้ คือไม่มีป้ายชื่อร้านที่คุ้นหู หรือจะพูดกันง่ายๆ คือไม่มีแบรนด์ดังการันตีนั่นเอง
วัสดุอุปกรณ์
1. รถเข็น หรือร้าน หรือซุ้มขายชา-กาแฟ ขนาดและราคาของซุ้มนั้นมีตั้งแต่ราคาหลักพันไปถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ลงทุนเองว่า ต้องการซุ้มกาแฟรูปแบบถูกตาหรือราคาถูกใจ สามารถเลือกซื้อได้อย่างมากมาย และในยุคนี้ยังมีซุ้มกาแฟรูปแบบต่างๆ ให้คุณเลือกซื้อหาจากทางอินเตอร์เน็ตได้
ส่วนขนาดและราคาของรถเข็นนั้นเริ่มตั้งแต่ราคาแบบถูกมีตั้งแต่หมื่นต้นๆ แต่หากเป็นแบบที่แพงชนิดไฮโซเลยราคา ก็อาจจะถึงหลักแสนได้เลย ทั้งนี้การลงทุนเรื่องวัสดุอุปกรณ์นั้น ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบเสียก่อนตัดสินใจ
2. หม้อต้มกาแฟ มีลักษณะคล้ายกับหม้อก๋วยเตี๋ยว มี 2 ช่อง ฝาจะเป็บแบบ 2 หลุม หรือเลือกใช้แบบ 3 หลุม หม้อมีเบอร์ 14, 16 นิ้ว ถ้าใช้สแตนเลสอย่างดี ราคาประมาณ 3,500 บาท
3. ถังแก๊สขนาด 15 กิโลกรัม พร้อมหัวแก๊ส และขาตั้งเตา เลือกใช้ให้พอดีกับหม้อต้มกาแฟ อย่าให้เตี้ย หรือสูงเกินไป เพื่อจะได้ทำงานสะดวก
4. กระป๋องชงถ่าย ชา-กาแฟ ควรใช้กระป๋องสแตนเลส 4 ใบ มีหลายขนาดให้เลือก
5. ถุงชงชา-กาแฟ ทำจากผ้าสำลีจำนวน 2 ใบ
6. ถ้วยชงกาแฟ ช้อนคนกาแฟ ช้อนชง
7. กระบวยตักน้ำร้อน มีหลายขนาด ถ้าเลือกใช้ขนาดเล็ก ก็ประมาณ 6 ออนซ์
8. ที่เปิดกระป๋องนม
9. ที่จุดแก๊ส
10. แก้วชง มีทั้งแบบที่เป็นสแตนเลสและเป็นแก้วมีหลายขนาด บางทีเราเลือกแบบที่มีสเกลบอกก็ได้ จะได้ชงปริมาณเท่ากันทุกๆ ครั้ง
11. แก้ว พร้อมฝา ขนาด 16, 22 ออนซ์ สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อแบบใส่แก้วพลาสติก
12. ถุงพลาสติกร้อนสำหรับใส่กาแฟ และสำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อกาแฟร้อน
13. ถุงกระดาษ
14. ภาชนะใส่ผง ชา-กาแฟ น้ำตาล ครีมเทียม ฯลฯ
ในกรณีที่เป็นการซื้อแฟรนไซส์ เขาจะให้อุปกรณ์ตามรายการข้างต้นมาด้วย แต่จะครบทุกรายการหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับราคาแฟรนไซส์ที่คุณจ่าย ถ้าไม่แน่ใจก็ลองสอบถามเจ้าของแฟรนไซส์ดูก่อน ขาดเหลืออะไรก็สามารถซื้อเพิ่มเติมในภายหลังได้
รายได้ รวย รวย รวย
ในส่วนของรายได้ของเจ้าของธุรกิจกาแฟโบราณนั้นต้องบอกว่าทำเลที่ตั้งนั้นมีส่วนสำคัญมากจริงๆ แต่โดยเฉลี่ยที่ผู้เรียบเรียงได้ไปสัมผัสพูดคุยกับบรรดาพ่อค้า แม่ค้ากาแฟโบราณถุงกระดาษนั้นก็พอจะสรุปได้ดังนี้
ราคาขายจะอยู่ที่ถุงละ 25-30 บาท โดยที่ต้นทุนจะอยู่ที่ 10 ต่อหนึ่งถุง (ในส่วนต้นทุนแพกเกจจิ้งถุงสีน้ำตาลอยู่ที่ใบละ 1.50 บาท แต่ถ้าสั่งเยอะต้นทุนก็จะถูกลงอีก)
นั่นหมายถึงจะได้กำไรถุงละ 15 บาท
ขาย 50 ถุงต่อวัน จะได้ 1,250 กำไร 750 บาทต่อวัน
ขาย 100 ถุงต่อวัน จะได้ 2,500 กำไร 1,500 บาทต่อวัน
ขาย 100 ถุงต่อวัน จะได้ 2,500 กำไร 1,500 บาทต่อวัน
วิธีการดำเนินธุรกิจ
วิธีการทำธุรกิจกาแฟโบราณ ถุงกระดาษนั้นมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากเท่าใดนัก เน้นที่การตกแต่งร้านกับรสชาติที่ถูกปากคอกาแฟเพียงแค่นี้ก็เรียกได้ว่า เอาอยู
การตกแต่งหน้าร้านกับวิธีการชงกาแฟนั้น หากเป็นระบบแฟรนไซส์จะมีอุปกรณ์ทุกอย่างมาให้เราพร้อมทั้งหน้าร้าน ป้าย การตกแต่งร้าน สินค้า เช่น กาแฟ ชาเชียว ชานม ครีมเทียม และจบด้วยเจ้าถุงกระดาษที่มีชื่อร้านติดอยู่เห็นได้อย่างชัดเจน
ราคาแฟรนไซส์สามารถเรียนเป็นหลักสูตรการทำกาแฟได้ด้วย ยกตัวอย่าง "โอ้โฮ! โบราณจัง" รับสอนสูตรกาแฟ โดยคิดราคาอยู่ที่ 15,000 บาท โดยจะได้สูตรการชงกาแฟโบราณ และเครื่องดื่มอื่นๆ ทั้งหมดราวๆ 20 กว่าเมนู พร้อมกับแถมกาแฟคั่ว ชาวเขียว และชาแดง อย่างละ 4 กิโลกรัม
แต่ไม่มีอุปกรณ์การขายใดๆ ให้ แพ็คเกจนี้จะเหมาะกับลูกค้าที่มาจากต่างจังหวัดไกลๆ ไม่สะดวกที่จะแบกอุปกรณ์กลับเยอะๆ
ส่วนแพ็คเกจที่ 2 ราคา 38,000 บาท นอกจากน้ำชงและวัตถุดิบแล้วจะมีอุปกรณ์ทุกอย่างให้ครบทั้งรถเข็น แผ่นป้ายเมนู อุปกรณ์การชง ถุงกระดาษ
เรียกได้ว่าวันรุ่งขึ้นสามารถเปิดร้านขายได้เลย ซึ่งปัจจุบันแพ็คเกจนี้ได้รับความนิยมมาก แต่มีข้อจำกัดที่ว่า ลูกค้าจะต้องกลับมาซื้อวัตถุดิบหลักๆ 3 ตัวคือ
กาแฟ ชาแดง ชาเขียว ห้ามใช้วัตถุดิบจากที่อื่น
ปัจจุบันมีผู้สนใจนำสูตรกาแฟ และเปิดร้านแฟรนไซส์ โอ้โฮ!โบราณจัง มากกว่า 40 สาขา ซึ่งบางสาขาเขาก็ไปตั้งชื่อของตัวเอง แต่ยังใช้วัตถุดิบของทางร้าน และมีสัญลักษณ์คือ ถุงสีน้ำตาลติดโลโก้
นอกจากนี้ยังมีแฟรนไซส์อีกหลายเจ้า อาทิ ร้านแฟ_โว๊ย แฟ_ป่าว ก็มีการเปิดให้บริการแบบอุปกรณ์และวัตถุดิบพร้อมเหมือนกัน
โดยราคาที่อยู่ 19,000 บาท ได้รับอุปกรณ์ วัตถุดิบพร้อมขายได้เลย และราคา 39,000 บาท ได้รับเคาเตอร์อุปกรณ์ วัตถุดิบพร้อมขายได้เลย โดยเป็นการจ่ายขาดครั้งเดียว ไม่มีเก็บค่าแฟรนไซส์รายปี แต่จะมีสัญญาในเรื่องของการซื้อวัตถุดิบก็เจ้าของแฟรนไซส์เท่านั้น
ทำเลในการประกอบธุรกิจ
ทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต้องเป็นแหล่งชุมชน ยิ่งใกล้กับโรงงาน หรือสถานประกอบการต่างๆ ย่านที่คนพลุกพล่านจะขายได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามหากคิดจะทำธุรกิจนี้ต้องคำนึงถึงทำเลให้ดี เพราะเริ่มจะมีการแข่งขันสฦูง และควรหาสูตรกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อให้ลูกค้าติดใจ และกลับมาเป็นลูกค้าประจำให้ดี
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจกาแฟโบราณถุงกระดาษ
1. การทำกิจการกาแฟถุงกระดาษโบราณนั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการฝึกอบรมเรื่องการชง สูตรต่างๆ ของเครื่องดื่มที่เราจะขาย เพราะบางรายไม่ได้ขายเฉพาะกาแฟ ยังมีชานม โกโก้ และอีกหลากหลายเมนู จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักวิธีการชงที่ถูกต้อง
2. ควรให้ความใส่ใจต่อผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการคัดสรรวัตถุดิบต่างๆ อย่าปล่อยให้คุณภาพของคุณหลุดมือเป็นอันขาด
3. ควรมีป้ายเชิญชวน หรือโฆษณาที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้อีกหนึ่งทาง พร้อมบอกราคาที่ชัดเจน
4. หมั่นดูแลสินค้าและอุปกรณ์ให้อยู่สภาพสะอาดและพร้อมใช้งานตลอดเวลา
5. จัดโปรโมชั่นเพื่อเรียกลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำอีก เช่น ซื้อครบ 10 ถุง แถมฟรี 1 ถุง หรือจะเป็นบริการส่งถึงที่แล้วแต่คุณจะอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า
สถานที่ติดต่อในการทำธุรกิจ
หากเป็นระบบแฟรนไซส์นั้นสามารถติดต่อได้ที่
ร้านโอ้โฮ! โบราณจัง
โทรศัพท์ 081-373-6708
กาแฟถุงกระดาษ แฟ_โว๊ย แฟ_ป่าว
โทรศัพท์ 084-012-7555, 087-516-2729
ส่วนรูปแบบของการลงมือทำเองทุกอย่างต้องเริ่มจาก การคัดสรรวัตถุดิบเองทั้งหมด ตั้งแต่กาแฟ ครีมเทียม หรือแม่แต่สูตรในการปรุงแต่งเครื่องดื่มให้หอมหวานน่าทาน โดยทั่วไปแล้วสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดและร้านค้าออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตทั้งหลาย เช่น
www.shop.boncafe.co.th จัดจำหน่ายทั้งกาแฟ เครื่องทำกาแฟ รวมไปถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อีกมากมาย สามารถเลือกซื้อกันได้อย่าสะดวก
www.aromathailand.com ที่นี่ก็จัดจำหน่ายทุกอย่าง เช่นกันทั้งกาแฟ เครื่องชง เครื่องบด อุปกรณ์ในการชงต่างๆ และก็ยังมีอีกมากมาย สามารถหาซื้อได้อย่างหลากหลายจริงๆ แต่ถ้าไม่ชอบความยุ่งยากก็สามารถสั่งซื้อผ่านร้านค้าออนไลน์ หรือร้าค้าในย่านใกล้เคียงได้
รวยรับเงินล้านด้วยอาชีพอิสระ
โรสรินทร์ พุมฤทะิ์
เพ้นท์เสื้้อ
เพ้นท์เสื้้อ
ธุรกิจเพ้นท์เสื้อ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตาไม่แพ้ะุรกิจอื่น เพราะมนุษย์เราต้องสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อปกปิดเนื้อหนังมังสา
โดยเฉพาะเสื้อยืดแขนสั้น หรือแขนยาว สามารถนำมาเพ้นท์ลวดลายให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าได้ ยิ่งเป็นเสื้อแปลกแหวกแนว มีตัวเดียวในโลก ไม่ซ้ำแบบใคร จะช่วยสร้างจุดขายให้ธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี
การลงทุน
การทำธุรกิจเพ้นท์เสื้อนั้น การลงทุนเริ่มต้นไม่แพงมากนัก ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนเสื้อและลวดลายในการตกแต่ง) และราคาขายต่อตัวอยู่ที่ 300-1,000 บาท แล้วแต่ความยากง่ายและการลงรายละเอียดของลาย
วัสดุอุปกรณ์
1. เสื้อยืดคอวี เสื้อยืดคอกลม เสื้อโปโล (ผ้าฝ้าย)
สำหรับราคาเสื้อต่อตัวเริ่มต้นที่ประมาณ 30-100 บาท แล้วแต่เนื้อผ้าและจำนวนที่สั่งซื้อ
2. สีอะคริลิก (Acrylic Color)
เป็นสีที่เจือจางและล้างออกได้ด้วยน้ำ มีคุณสมบัติแห้งเร็ว ไม่มีกลิ่นฉุน สีสันสดใส เมื่อสีแห้งแล้วจะติดทนทาน ทั้งยังยึดเกาะผิวหน้าวัตถุต่างๆ ได้ดี จึงใช้วาดภาพกับหลากวัสดุ เช่น กระดาษ ไม้ ผ้าชนิดต่างๆ ฝาผนัง กระถางดินเผา
สำหรับราคาโดยประมาณ สีขวดใหญ่ขนาด 40 มิลลิลิตร ขวดละ 49 บาท แพ็คละ 450 บาท (ขึ้นอยู่ที่แต่ละยี่ห้อ)
3. พู่กันและแปรง
พู่กันที่ใช้กับสีอะคริลิกควรเป็นพู่กันสำหรับสีน้ำมันและสีอะคริลิก ที่ผลิตจากใยสังเคราะห์ (synthetic) ซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุ่นสูง สปริงตัวคงรูปเดิมได้ดี ขนแปรงแข็งพอประมาณ เมื่อใช้นิ้วมือลูบขนแปรงเบาๆ ขนแปรงจะสปริงตัวกลับได้ดี ขนพู่กันไม่หนาเกินไป ขนส่วนปลายพู่กันบาง ซึ่งสำหรับมือใหม่ควรมีพู่กันประะมาณนี้
พู่กันกลม สำหรับวาดเส้นเรียวแหลมและตกแต่งรายละเอียดต่างๆ เบอร์ 4, 6
พู้กันแบน สำหรับวาดภาพ เบอร์ 4, 6, 8
หากเป็นไปได้ ควรมีพู่กันสำรองไว้ใช้สลับกัน และเมื่อต้องการล้างทำความสะอาดพู้กัน ควรใช้น้ำสบู่หรือน้ำยาล้างพู่กัน
สำหรับราคาเริ่มต้นแท่งเดียว 6 บาท ซึ่งเป็นแพ็ค ราคาโดยประมาณ 70-140 บาท
4. จานสี
ใช้จานสีพลาสติกที่มีขายทั่วไป หรือที่เด็กๆ เขาใช้กัน
สำหรับราคาโดยประมาณ 10 บาท
5. ดินสอชอล์ก หรือสีไม้ระบายน้ำ
ใช้สำหรับร่างกายลงบนชิ้นงาน ซึ่งสามารถลบออกได้ง่ายด้วยมือหรือใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ หาซื้อได้ที่ร้านอุปกรณ์ศิลปะหรือร้านอุปกรณ์การศึกษา
สำหรับราคาโดยประมาณอยู่ที่ 20 บาท
6. กระดาษปรู๊ฟหรือกระดาษถ่ายเอกสาร
ใช้สำหรับร่างกายที่เราต้องการ
สำหรับราคาโดยประมาณมีดังนี้ แพ็ค 500 แผ่น ราคาเริ่มต้นที่ 80 บาท (ใช้ได้นานมาก)
7. กระดาษลอกลาย
เป็นกระดาษเนื้อบางใสสามารถมองทะลุได้ ใช้สำหรับลอกลายที่วาดไว้ หรือ ลอกลายจากแพทเทิร์นในหนังสือ
สำหรับราคาโดยประมาณอยู่ที่ซองละ 50 บาท มี 5 แผ่น ส่วนมากมีสีแดง ฟ้า เขียว ขาว เหลือง
8. ปากกาตัดเส้น
ใช้สำหรับกดแบบร่างภาพ (จะได้ใช้หลายๆ ครั้ง)
สำหรับราคาโดยประมาณ อยู่ที่ 100 บาท
9. กระดานและตัวหนีบโลหะ
เป็นกระดานไม้อัดอย่างบางหรือกระดาษแข็งขนาดกว้างพอประมาณกับภาพที่อยากเพ้นท์ ใช้รองด้านหลังผ้าที่จะเพ้นท์ โดยใช้ตัวหนีบยึดชิ้นงานไว้ เพื่อความสะดวกในการเพ้นท์ภาพ หรือใช้กระดานสอดเข้าด้านในกระเป๋าผ้าหรือเสื้อยึด เพื่อกันสีซึมเลอะผ้าที่ด้านหลัง
10. กระป๋องน้ำ
ใช้ 2 ใบ สำหรับน้ำสะอาดผสมสี และสำหรับล้างพู่กัน ราคาโดยประมาณอยู่ที่ 20 บาท
11. ผ้าเช็ดพู่กันหรือกระะดาษทิชชู
ใช้ซับน้ำออกจากพู่กัน
สำหรับราคาโดยประมาณอยู่ที่ 10 บาท
รายได้ รวย รวย รวย
รายได้ที่เข้ามาแต่ละเดือนนั้นขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งเป็นหลัก รวมถึงกลยุทธ์การตลาดที่เราจัดโปรโมชั่นหรือนำเสนอ เริ่มต้นราคาตัวละ 300-1,000 บาท
สมมติว่าขายได้ตัวละ 300 บาท
ลงทุนไปที่ 1,000 บาท
(อุปกรณ์ที่ลงทุนครั้งแรกสามารถนำไปใช้ได้ในครั้งต่อๆ ไป ยกเว้นพวกสีและกระดาษ)
ขาย 5 ตัวต่อวัน จะได้ 1,500 บาท กำไร 500 บาทต่อวัน
ขาย 10 ตัวต่อวัน จะได้ 3,000 บาท กำไร 2,000 บาทต่อวัน
ขาย 20 ตัวต่อวัน จะได้ 3,000 บาท กำไร 5,000 บาทต่อวัน
แรงงาน
เริ่มต้นที่ 1 คน แต่หากมีออเดอร์สินค้ามากทำไม่ทัน ก็สามารถจ้างพนักงานเพิ่มให้เหมาะกับจำนวนออเดอร์งานที่เข้ามา
ทำเลที่ประกอบธุรกิจ
ตามแหล่งท่องเที่ยว ตรอกข้าวสาร หรือแหล่งที่มีชาวต่างชาติพลุกพล่าน สามารถทำรายได้ได้ดี เพราะชาวต่างชาติส่วนใหญ่ชอบงานแฮนด์เมค
แต่สำหรับคนไทย สามารถทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านทางโซเซียลเน็ตเวิร์ก อย่าง เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม เพื่อรับออเดอร์สินค้า สำหรับผู้ที่สนใจนำภาพตนเองมาเพ้นท์ลายลงเสื้อ
ยิ่งทำโปรโมชั่นดึงลูกค้าช่วงเทศกาลปีใหม่ วันเกิดวันวาเลนไทน์ ช่วงนี้จะเป็นช่วงดึงเม็ดเงินในตลาดได้เป็นอย่างดี
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจเพ้นท์เสื้อ
1. ต้องมีความเป็นศิลปิน สามารถแต่งแต้มเติมสี วาดลวดลาย
2. หากวาดรูปเองไม่เป็น ก็ต้องมีทักษะทางคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการวาดลาย หรือคัดเลือกลาย
3. เสื้อเพ้นท์ที่เป็นเอกลักษณ์รูปบุคคล ลูกค้าอาจรอนานไม่เกินหนึ่งอาทิตย์เพื่อจัดส่ง เพราะต้องรับรูปภาพจริงไปทำการเพ้นท์ภาพให้เหมือน ส่วนเสื้อเพ้นท์ทั่วไป สามารถวางขายได้เลย
สถานที่ติดต่อซื้อสีเพ้นท์และอุปกรณ์
สำหรับสีเพ้นท์เสื้อและอุปกรณ์สามารถติดต่อได้ที่
ร้าน STONE-PAINT
โทรศัพท์ 084-004-7651
www.stone-paint.com
www.facebook.com/stonepaint
ร้าน Giggle
โทรศัพท์ 081-5535102
www.facebook.com/GiggleShop
ธุรกิจเพ้นท์เสื้อ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตาไม่แพ้ะุรกิจอื่น เพราะมนุษย์เราต้องสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อปกปิดเนื้อหนังมังสา
โดยเฉพาะเสื้อยืดแขนสั้น หรือแขนยาว สามารถนำมาเพ้นท์ลวดลายให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าได้ ยิ่งเป็นเสื้อแปลกแหวกแนว มีตัวเดียวในโลก ไม่ซ้ำแบบใคร จะช่วยสร้างจุดขายให้ธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี
การลงทุน
การทำธุรกิจเพ้นท์เสื้อนั้น การลงทุนเริ่มต้นไม่แพงมากนัก ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนเสื้อและลวดลายในการตกแต่ง) และราคาขายต่อตัวอยู่ที่ 300-1,000 บาท แล้วแต่ความยากง่ายและการลงรายละเอียดของลาย
วัสดุอุปกรณ์
1. เสื้อยืดคอวี เสื้อยืดคอกลม เสื้อโปโล (ผ้าฝ้าย)
สำหรับราคาเสื้อต่อตัวเริ่มต้นที่ประมาณ 30-100 บาท แล้วแต่เนื้อผ้าและจำนวนที่สั่งซื้อ
2. สีอะคริลิก (Acrylic Color)
เป็นสีที่เจือจางและล้างออกได้ด้วยน้ำ มีคุณสมบัติแห้งเร็ว ไม่มีกลิ่นฉุน สีสันสดใส เมื่อสีแห้งแล้วจะติดทนทาน ทั้งยังยึดเกาะผิวหน้าวัตถุต่างๆ ได้ดี จึงใช้วาดภาพกับหลากวัสดุ เช่น กระดาษ ไม้ ผ้าชนิดต่างๆ ฝาผนัง กระถางดินเผา
สำหรับราคาโดยประมาณ สีขวดใหญ่ขนาด 40 มิลลิลิตร ขวดละ 49 บาท แพ็คละ 450 บาท (ขึ้นอยู่ที่แต่ละยี่ห้อ)
3. พู่กันและแปรง
พู่กันที่ใช้กับสีอะคริลิกควรเป็นพู่กันสำหรับสีน้ำมันและสีอะคริลิก ที่ผลิตจากใยสังเคราะห์ (synthetic) ซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุ่นสูง สปริงตัวคงรูปเดิมได้ดี ขนแปรงแข็งพอประมาณ เมื่อใช้นิ้วมือลูบขนแปรงเบาๆ ขนแปรงจะสปริงตัวกลับได้ดี ขนพู่กันไม่หนาเกินไป ขนส่วนปลายพู่กันบาง ซึ่งสำหรับมือใหม่ควรมีพู่กันประะมาณนี้
พู่กันกลม สำหรับวาดเส้นเรียวแหลมและตกแต่งรายละเอียดต่างๆ เบอร์ 4, 6
พู้กันแบน สำหรับวาดภาพ เบอร์ 4, 6, 8
หากเป็นไปได้ ควรมีพู่กันสำรองไว้ใช้สลับกัน และเมื่อต้องการล้างทำความสะอาดพู้กัน ควรใช้น้ำสบู่หรือน้ำยาล้างพู่กัน
สำหรับราคาเริ่มต้นแท่งเดียว 6 บาท ซึ่งเป็นแพ็ค ราคาโดยประมาณ 70-140 บาท
4. จานสี
ใช้จานสีพลาสติกที่มีขายทั่วไป หรือที่เด็กๆ เขาใช้กัน
สำหรับราคาโดยประมาณ 10 บาท
5. ดินสอชอล์ก หรือสีไม้ระบายน้ำ
ใช้สำหรับร่างกายลงบนชิ้นงาน ซึ่งสามารถลบออกได้ง่ายด้วยมือหรือใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ หาซื้อได้ที่ร้านอุปกรณ์ศิลปะหรือร้านอุปกรณ์การศึกษา
สำหรับราคาโดยประมาณอยู่ที่ 20 บาท
6. กระดาษปรู๊ฟหรือกระดาษถ่ายเอกสาร
ใช้สำหรับร่างกายที่เราต้องการ
สำหรับราคาโดยประมาณมีดังนี้ แพ็ค 500 แผ่น ราคาเริ่มต้นที่ 80 บาท (ใช้ได้นานมาก)
7. กระดาษลอกลาย
เป็นกระดาษเนื้อบางใสสามารถมองทะลุได้ ใช้สำหรับลอกลายที่วาดไว้ หรือ ลอกลายจากแพทเทิร์นในหนังสือ
สำหรับราคาโดยประมาณอยู่ที่ซองละ 50 บาท มี 5 แผ่น ส่วนมากมีสีแดง ฟ้า เขียว ขาว เหลือง
8. ปากกาตัดเส้น
ใช้สำหรับกดแบบร่างภาพ (จะได้ใช้หลายๆ ครั้ง)
สำหรับราคาโดยประมาณ อยู่ที่ 100 บาท
9. กระดานและตัวหนีบโลหะ
เป็นกระดานไม้อัดอย่างบางหรือกระดาษแข็งขนาดกว้างพอประมาณกับภาพที่อยากเพ้นท์ ใช้รองด้านหลังผ้าที่จะเพ้นท์ โดยใช้ตัวหนีบยึดชิ้นงานไว้ เพื่อความสะดวกในการเพ้นท์ภาพ หรือใช้กระดานสอดเข้าด้านในกระเป๋าผ้าหรือเสื้อยึด เพื่อกันสีซึมเลอะผ้าที่ด้านหลัง
10. กระป๋องน้ำ
ใช้ 2 ใบ สำหรับน้ำสะอาดผสมสี และสำหรับล้างพู่กัน ราคาโดยประมาณอยู่ที่ 20 บาท
11. ผ้าเช็ดพู่กันหรือกระะดาษทิชชู
ใช้ซับน้ำออกจากพู่กัน
สำหรับราคาโดยประมาณอยู่ที่ 10 บาท
รายได้ รวย รวย รวย
รายได้ที่เข้ามาแต่ละเดือนนั้นขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งเป็นหลัก รวมถึงกลยุทธ์การตลาดที่เราจัดโปรโมชั่นหรือนำเสนอ เริ่มต้นราคาตัวละ 300-1,000 บาท
สมมติว่าขายได้ตัวละ 300 บาท
ลงทุนไปที่ 1,000 บาท
(อุปกรณ์ที่ลงทุนครั้งแรกสามารถนำไปใช้ได้ในครั้งต่อๆ ไป ยกเว้นพวกสีและกระดาษ)
ขาย 5 ตัวต่อวัน จะได้ 1,500 บาท กำไร 500 บาทต่อวัน
ขาย 10 ตัวต่อวัน จะได้ 3,000 บาท กำไร 2,000 บาทต่อวัน
ขาย 20 ตัวต่อวัน จะได้ 3,000 บาท กำไร 5,000 บาทต่อวัน
แรงงาน
เริ่มต้นที่ 1 คน แต่หากมีออเดอร์สินค้ามากทำไม่ทัน ก็สามารถจ้างพนักงานเพิ่มให้เหมาะกับจำนวนออเดอร์งานที่เข้ามา
ทำเลที่ประกอบธุรกิจ
ตามแหล่งท่องเที่ยว ตรอกข้าวสาร หรือแหล่งที่มีชาวต่างชาติพลุกพล่าน สามารถทำรายได้ได้ดี เพราะชาวต่างชาติส่วนใหญ่ชอบงานแฮนด์เมค
แต่สำหรับคนไทย สามารถทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านทางโซเซียลเน็ตเวิร์ก อย่าง เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม เพื่อรับออเดอร์สินค้า สำหรับผู้ที่สนใจนำภาพตนเองมาเพ้นท์ลายลงเสื้อ
ยิ่งทำโปรโมชั่นดึงลูกค้าช่วงเทศกาลปีใหม่ วันเกิดวันวาเลนไทน์ ช่วงนี้จะเป็นช่วงดึงเม็ดเงินในตลาดได้เป็นอย่างดี
ข้อแนะนำในการทำธุรกิจเพ้นท์เสื้อ
1. ต้องมีความเป็นศิลปิน สามารถแต่งแต้มเติมสี วาดลวดลาย
2. หากวาดรูปเองไม่เป็น ก็ต้องมีทักษะทางคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการวาดลาย หรือคัดเลือกลาย
3. เสื้อเพ้นท์ที่เป็นเอกลักษณ์รูปบุคคล ลูกค้าอาจรอนานไม่เกินหนึ่งอาทิตย์เพื่อจัดส่ง เพราะต้องรับรูปภาพจริงไปทำการเพ้นท์ภาพให้เหมือน ส่วนเสื้อเพ้นท์ทั่วไป สามารถวางขายได้เลย
สถานที่ติดต่อซื้อสีเพ้นท์และอุปกรณ์
สำหรับสีเพ้นท์เสื้อและอุปกรณ์สามารถติดต่อได้ที่
ร้าน STONE-PAINT
โทรศัพท์ 084-004-7651
www.stone-paint.com
www.facebook.com/stonepaint
ร้าน Giggle
โทรศัพท์ 081-5535102
www.facebook.com/GiggleShop
โปรแกรมเมอร์ (programmer)
นักเขียนโปรแกรม
หรือ โปรแกรมเมอร์ (อังกฤษ: programmer)
มีหน้าที่หลักคือการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งนักเขียนโปรแกรมสามารถหมายถึงผู้ที่เชี่ยวชาญในการโปรแกรมเฉพาะด้าน หรือผู้ที่สามารถเขียนรหัสซอฟต์แวร์ได้หลากหลาย
หรือ โปรแกรมเมอร์ (อังกฤษ: programmer)
มีหน้าที่หลักคือการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งนักเขียนโปรแกรมสามารถหมายถึงผู้ที่เชี่ยวชาญในการโปรแกรมเฉพาะด้าน หรือผู้ที่สามารถเขียนรหัสซอฟต์แวร์ได้หลากหลาย
เอดา ไบรอนได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนโปรแกรมคนแรกของโลก เพราะเป็นคนแรกที่สามารถนำขั้นตอนวิธี มาเรียบเรียงเป็นชุดคำสั่ง ให้แก่เครื่องคำนวณได้ในปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) ในยุคที่ยังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์
ประเภทของซอฟแวร์
1. OS Software เป็นซอฟแวร์ระบบปฏิบัติการ เมื่อเราเปิดเครื่องขึ้นมาก็จะเจอ เช่น Microsoft Windows เป็นต้น
2. Application Software เป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่เขียนมาใช้งานด้านต่าง ๆ เช่น โปรแกรม Microsoft Office ใช้สำหรับงานด้านเอกสาร, โปรแกรม Adobe Photoshop ใช้ตกแต่งรูปภาพ เป็นต้น
3. Program Software เป็นซอฟต์แวร์ที่โปรแกรมเมอร์เขียนขึ้นมาใช้งานเฉพาะทางให้เหมาะสมกับงานที่เราใช้อยู่ เช่น โปรแกรมบัญชี, โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์, โปรแกรมใช้งานด้านอินเตอร์เน็ต, โปรแกรมใช้งานกับมือถือ เป็นต้น ซึ่งอาจจะเขียนด้วยโปรแกรมภาษาซี, โปรแกรมแอสแซมบี้, โปรแกรมวิชวลสตูดิโอ และยังมีอีกหลายโปรแกรมที่ใช้สร้างได้
ถ้าเป็นโปรเจ็คใหญ่ จะมีนักวิเคราะห์ออกแบบระบบจะกำหนดโครงสร้างไว้ แล้วแบ่งให้โปรแกรมเมอร์เขียนในแต่ส่วน ซึ่งเมื่อเขียนเสร็จก็จะมีการนำมาทดลองใช้ มีข้อผิดพลาดตรงจุดไหน ถ้ามีก็จะนำกลับไปแก้ไข แล้วมาทดสอบใหย่
อีกหน้าที่ของโปรแกรมเมอร์ จะคอยดูแลลูกค้าที่นำไปใช้ จะมีการไปติดตั้ง แนะนำการใช้ เมื่อโปรแกรมมีปัญหาจะคอยมาแก้ไขให้ จะมีค่าใช้จ่ายหรือไม่ ก็อยู่ที่ข้อตกลงกัน
1. OS Software เป็นซอฟแวร์ระบบปฏิบัติการ เมื่อเราเปิดเครื่องขึ้นมาก็จะเจอ เช่น Microsoft Windows เป็นต้น
2. Application Software เป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่เขียนมาใช้งานด้านต่าง ๆ เช่น โปรแกรม Microsoft Office ใช้สำหรับงานด้านเอกสาร, โปรแกรม Adobe Photoshop ใช้ตกแต่งรูปภาพ เป็นต้น
3. Program Software เป็นซอฟต์แวร์ที่โปรแกรมเมอร์เขียนขึ้นมาใช้งานเฉพาะทางให้เหมาะสมกับงานที่เราใช้อยู่ เช่น โปรแกรมบัญชี, โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์, โปรแกรมใช้งานด้านอินเตอร์เน็ต, โปรแกรมใช้งานกับมือถือ เป็นต้น ซึ่งอาจจะเขียนด้วยโปรแกรมภาษาซี, โปรแกรมแอสแซมบี้, โปรแกรมวิชวลสตูดิโอ และยังมีอีกหลายโปรแกรมที่ใช้สร้างได้
ถ้าเป็นโปรเจ็คใหญ่ จะมีนักวิเคราะห์ออกแบบระบบจะกำหนดโครงสร้างไว้ แล้วแบ่งให้โปรแกรมเมอร์เขียนในแต่ส่วน ซึ่งเมื่อเขียนเสร็จก็จะมีการนำมาทดลองใช้ มีข้อผิดพลาดตรงจุดไหน ถ้ามีก็จะนำกลับไปแก้ไข แล้วมาทดสอบใหย่
อีกหน้าที่ของโปรแกรมเมอร์ จะคอยดูแลลูกค้าที่นำไปใช้ จะมีการไปติดตั้ง แนะนำการใช้ เมื่อโปรแกรมมีปัญหาจะคอยมาแก้ไขให้ จะมีค่าใช้จ่ายหรือไม่ ก็อยู่ที่ข้อตกลงกัน
ขั้นตอนการใช้บริการจัดหางาน
ณ สำนักงานจัดหางานของกรมการจัดหางาน
บริการจัดหางานในประเทศ ในรูปแบบศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย ดังนี้
1. ให้บริการจัดหางานโดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวก รวดเร็ว
2. ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลตำแหน่งงานว่าง หรือ ข้อมูลคนงานด้วยตนเอง
3. กรณีผู้ใช้บริการใช้คอมพิวเตอร์ไม่ได้จะให้บริการสืบค้นข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่
4. จัดให้มีจุดบริการคนพิการ เพื่อให้ได้รับความสะดวกเป็นลำดับแรก
5. เพิ่มประสิทธิภาพการบรรจุงานโดย
5.1 ติดตามผลการบรรจุงานเป็นรายบุคคลจนกว่าคนหางานจะได้งานทำ
5.2 บริการจัดหางานเชิงรุกโดยการออกพบปะนายจ้าง / สถานประกอบการ เพื่อหาตำแหน่งงานว่าง นำเสนอรายชื่อคนหางาน เพื่อเพิ่มโอกาสการบรรจุงาน ให้คำปรึกษาการจ้างงานคนพิการ และผู้สูงอายุ
5.3 ให้บริการภาพและเสียง (คลิปวีดีโอ) ของผู้สมัครงาน เพื่อเป็นข้อมูลให้นายจ้าง / สถานประกอบการ ได้พิจารณาคนหางานเข้าทำงาน
5.4 ให้บริการสัมภาณณ์งานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยคนหางานและนายจ้าง สามารถสัมภาษณ์งานได้ทันที ไม่เสียค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาในการเดินทางไปสัมภาษณ์งาน
6. บูรณาการการให้บริการประชาชนโดยสำนักงานประกันสังคม จัดส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและชี้แจงเงื่อนไขการรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน
7. รับขึ้นทะเบียนและรายงานตัวผู้ประกันตนกรณีว่างงานผ่านอินเตอร์เน็ต http://empui.doe.go.th

หลักฐานและเอกสารที่ใช้ในการสมัครงาน
1. รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานที่ผ่านมา (ถ้ามี)
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. บัตรประจำตัวประชาชน
4. วุฒิการศึกษา
5. ใบรับรองการผ่านงาน หรือใบรับรองการฝึกงาน (ถ้ามี)
6. หลักฐานแสดงการพ้นภาระทางทหาร (ผู้ชาย)
7. รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว อย่างน้อย 1 รุป
การให้บริการจัดหางานของกรมการจัดหางาน
การให้บริการจัดหางานของกรมการจัดหางาน
กรมการจัดหางาน มีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน โดยการให้บริการจัดหางานกับประชาชนที่ประสงค์จะหางานทำ/เปลียนงาน รวมทั้ง นายจ้าง/สถานประกอบการที่ต้องการบุคลากรเข้าทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
รูปแบบการให้บริการ
1. ให้บริการ ณ สำนักงาน เป็นการให้บริการกับผู้ที่ต้องการหางานทำและนายจ้าง/สถานประกอบการ ภายในสำนักงานของกรมการจัดหางาน ซึ่งมีหน่วยงานที่ให้บริการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ส่วนกลาง สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และศูนย์บริการจัดหางานเพื้่อคนไทย (Smart Job Center)
ส่วนภูมิภาค สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด
2. ให้บริการกับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
- ประชาชนผู้ที่ต้องการมีงานทำ
- นักเรียน / นักศึกษา (ช่วงปิดภาคเรียน และช่วงว่างจากการเรียน)
- คนพิการ / ผู้สูงอาย
- ชาวเขา (ส่งเสริมให้ประกอบอาชีพสุจริต)
- ผู้พ้นโทษ และผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด
- ผู้ถูกเลิกจ้าง / ผู้ต้องการเปลี่ยนงาน
- ทหารปลดประจำการ
3. ให้บรืการจัดหางานเคลื่อนที่ โดยเข้าไปให้บริการกับประชาชนที่อยู่ห่างไกล ซึ่งเป็นผู้รับบริการไม่สะดวกที่จะมาใช้บริการ ณ สำนักงาน โดยการนำรถ Mobile - Unit ของกรมการจัดหางานเข้าไปให้บริการ
4. ให้บริการจัดหางานและคุ้มครองคนหางานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่เดินทางเข้ามาหางานทำให้กรุงเทพและปริมณฑล มีจุดให้บริการอยู่ 2 แห่ง คือ สถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) และสถานีรถไฟหัวลำโพง
5. ให้บริการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเป็นระบบ เป็นการจัดระบบการเคลื่อนย้างแรงงานจากจังหวัดที่มีผู้สมัครงานมากไปยังจังหวัดที่มีตำแหน่งงานมาก เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงานและขาดแคลนแรงงาน
6. ให้บริการจัดงานวันนัดพบแรงงาน เป็นการจัดให้นายจ้าง/สถานประกอบการ และผู้สมัครได้พบกันและพิจารณาเพื่อคัดเลือกกันโดยตรง ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายทั้ง 2 ฝ่าย และยังเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครงานได้เลือกตำแหน่งงานกับนายจ้างได้หลายรายพร้อมๆ กัน ขณะเดียวกันนายจ้างก็พิจารณาผู้สมัครงานได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนี้ผู้สมัครงานยังได้ทราบความต้องการของตลาดแรงงาน มีทักษะและเทคนิคเกี่ยวกับการสมัครงานเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. ให้บริการจัดหางาน ในรูปแบบที่ให้นายจ้าง/สถานประกอบการสามารถประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานว่าง และผู้สมัครงานสามารถลงทะเบียนสมัครงานด้วยตนเอง
7.1 ทาง Internet ผ่าน Website : http://Smartjob.doe.go.th
7.2 ทาง Smart Phone ผ่าน SmartJob Center Application
8. ให้บริการจัดหางานและแนะแนวอาชีพผ่านเครือข่าย Internet ตำบล เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในท้องถิ่นให้ได้รับข้อมูลตำแหน่งงานว่าง ข้อมูลอาชีพอิสระ เพื่อสามารถหางานและประกอบอาชีพด้วยตนเอง
กรมการจัดหางาน มีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน โดยการให้บริการจัดหางานกับประชาชนที่ประสงค์จะหางานทำ/เปลียนงาน รวมทั้ง นายจ้าง/สถานประกอบการที่ต้องการบุคลากรเข้าทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
รูปแบบการให้บริการ
1. ให้บริการ ณ สำนักงาน เป็นการให้บริการกับผู้ที่ต้องการหางานทำและนายจ้าง/สถานประกอบการ ภายในสำนักงานของกรมการจัดหางาน ซึ่งมีหน่วยงานที่ให้บริการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ส่วนกลาง สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และศูนย์บริการจัดหางานเพื้่อคนไทย (Smart Job Center)
ส่วนภูมิภาค สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด
2. ให้บริการกับกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
- ประชาชนผู้ที่ต้องการมีงานทำ
- นักเรียน / นักศึกษา (ช่วงปิดภาคเรียน และช่วงว่างจากการเรียน)
- คนพิการ / ผู้สูงอาย
- ชาวเขา (ส่งเสริมให้ประกอบอาชีพสุจริต)
- ผู้พ้นโทษ และผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด
- ผู้ถูกเลิกจ้าง / ผู้ต้องการเปลี่ยนงาน
- ทหารปลดประจำการ
3. ให้บรืการจัดหางานเคลื่อนที่ โดยเข้าไปให้บริการกับประชาชนที่อยู่ห่างไกล ซึ่งเป็นผู้รับบริการไม่สะดวกที่จะมาใช้บริการ ณ สำนักงาน โดยการนำรถ Mobile - Unit ของกรมการจัดหางานเข้าไปให้บริการ
4. ให้บริการจัดหางานและคุ้มครองคนหางานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่เดินทางเข้ามาหางานทำให้กรุงเทพและปริมณฑล มีจุดให้บริการอยู่ 2 แห่ง คือ สถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) และสถานีรถไฟหัวลำโพง
5. ให้บริการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเป็นระบบ เป็นการจัดระบบการเคลื่อนย้างแรงงานจากจังหวัดที่มีผู้สมัครงานมากไปยังจังหวัดที่มีตำแหน่งงานมาก เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงานและขาดแคลนแรงงาน
6. ให้บริการจัดงานวันนัดพบแรงงาน เป็นการจัดให้นายจ้าง/สถานประกอบการ และผู้สมัครได้พบกันและพิจารณาเพื่อคัดเลือกกันโดยตรง ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายทั้ง 2 ฝ่าย และยังเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครงานได้เลือกตำแหน่งงานกับนายจ้างได้หลายรายพร้อมๆ กัน ขณะเดียวกันนายจ้างก็พิจารณาผู้สมัครงานได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนี้ผู้สมัครงานยังได้ทราบความต้องการของตลาดแรงงาน มีทักษะและเทคนิคเกี่ยวกับการสมัครงานเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. ให้บริการจัดหางาน ในรูปแบบที่ให้นายจ้าง/สถานประกอบการสามารถประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานว่าง และผู้สมัครงานสามารถลงทะเบียนสมัครงานด้วยตนเอง
7.1 ทาง Internet ผ่าน Website : http://Smartjob.doe.go.th
7.2 ทาง Smart Phone ผ่าน SmartJob Center Application
8. ให้บริการจัดหางานและแนะแนวอาชีพผ่านเครือข่าย Internet ตำบล เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในท้องถิ่นให้ได้รับข้อมูลตำแหน่งงานว่าง ข้อมูลอาชีพอิสระ เพื่อสามารถหางานและประกอบอาชีพด้วยตนเอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน [ฉบับที่ 5] พ.ศ.2560
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
[ฉบับที่ 5] พ.ศ.2560
เพิ่มโทษนายจ้าง ใช้แรงงานเด็กไม่ถูกต้อง
ห้าม จ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในงานที่เป็นอันตราย
เช่น งานปั๊มโลหะ งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ
ห้าม จ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในสถานที่ต้องห้าม
เช่น โรงฆ่าสัตว์ สถานที่เล่นพนัน สถานประกอบกิจการ-
ที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับการแปรรูปสัตว์น้ำ
มีโทษ
ปรับตังแต่ 4 แสนบาท ถึง 8 แสนบาท
ต่อลูกจ้าง 1 คน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
กรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
ทำงานอันตราย หรือสถานที่ที่ห้ามเด็กทำจนเป็นเหตุ
ให้ลูกจ้างเด็กได้รับอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ หรือ
ถึงแก่ความตาย นายจ้างจะได้รับโทษเพิ่มมากขึ้น
มีโทษ
ปรับตั้งแต่ 8 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท
ต่อลูกจ้าง 1 คน หรือจำคุกไม่เกิน 4 ปี
หรือทั้งปรับทั้งจำ
สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดลำปาง
โทรศัพท์ 054-265035-6 E-mail : Lampang@labour.mail.go.th
ตู้ปลายางรถยนต์
ตู้ปลายางรถยนต์
เงินลงทุน
ประมาณ 500-600 บาท / ตู้
รายได้
ประมาณ 700-800 บาท / ตู้
แรงงาน
1 คน
วัสดุ/อุปกรณ์
1. ยางรถยนต์เก่า
2. หลอดไฟสี 3 วัตต์
(ราคาประมาณ 39-50 บาท)
3. กระจกสำเร็จรูป ขนาด 1 หุน (ขนาดประมาณ 1 x 1 เมตร ทำไ้ด้ 2 ตู้)
4. เครื่องตัดกระจก (สำหรับตัดเป็นวงกลมราคาประมาณ 2,000 บาท หรือ
จะให้ร้านขายกระจกตัดให้ราคาประมาณ 50-70 บาท)
5. กระดูกงู (ใช้ติดขอบประตูรถยนต์กันน้ำซึม ราคาเมตรละ 20-30 บาท)
6. ซิลิโคน (หลอดละ 100-150 บาท)
7. สว่าน
8. เลื่อยไฟฟ้าหรือเลื่อยตัดเหล็กธรรมดา
แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
อุปกรณ์สามารถซื้อได้จากร้านจำหน่ายเครื่องมือและวัสดุก่อสร้าง และร้านจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ทั่วไป
ขั้นตอนการประดิษฐ์
1. นำยางรถมาทำความสะอาด โดยล้างและขัดเศษดินโคลนที่ติดตามล้อและดอกยางให้หมด
2. นำสว่านมาเจาะรูด้านบนยางเพื่อไว้ใส่น้ำและสายออกซิเจน จากนั้นใช้เลื่อยตัดยางเป็นรูปวงกลม ขนาด ตามต้องการ (ระวังอย่าให้ตกขอบยาง)
3. ตัดกระจกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อยาง โดยเผื่อไว้ประมาณ 2 ชม. ตัดกระจกแผ่นเพื่อไว้ยิ่งซิลิโคนติดกับยาง (เป็นขอบ) ให้พอดีกับยางรถยนต์ทั้ง 2 fhko
4. ใส่กระจกแผ่นแรกที่จะทำเป็นฝาตู้ปลา แล้วใช้ซิลิโคนยิงไปรอบๆ แผ่นกระจกจากนั้นพลิกยางให้กระจกที่ยิงซิลิโคนไว้ติดกับยางอย่าให้มีฟองอากาศเหลืออยู่รอจนซิลิโคน (ประมาณ 30 นาที)
5. ติดกระจกด้านที่สอง (ซึ่งจะยากกว่าด้านแรก) ให้ใช้มือล้วงเข้าไปแล้วค่อยๆ กดกระจกให้แนบกับยางเพื่อไล่ฟองอากาศ ปล่อยทิ้งไว้ให้ซิลิโคนแห้ง (30 นาที)
6. ใส่น้ำตั้งทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อทดสอบการรั่วซึม หากไม่รั่วก็ใช้ได้
7. นำกระดูกงูและหลอดไฟมาติดในตู้ปลา และจัดแต่งตู้ปลาให้สวยงาม
ข้อแนะนำ
ยางรถยนต์ต้องเป็นยางแก้มเตี้ยหรือแก้มต่ำประมาณ 45-50 มิลลิเมตร ส่วนหน้ากว้างประมาณ 205 มิลลิเมตร (หรือ 20.5 ซม.) หรือขนาด 195 มิลลิเมตร เพื่อต้องการ กันไม่ให้ปลาเข้ามาหลบ ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นตัวปลา
สถานที่ให้คำปรึกษา
ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดนครปฐม 135 หมู่ 5 บ้านป่าแก่ ต.ลำเหย อ.ดอนตูม จ.นครปฐม
โทร. (034) 204 700-5 วันเวลาราชการ (อาจารย์วิเชียร อินทราภา)
เงินลงทุน
ประมาณ 500-600 บาท / ตู้
รายได้
ประมาณ 700-800 บาท / ตู้
แรงงาน
1 คน
วัสดุ/อุปกรณ์
1. ยางรถยนต์เก่า
2. หลอดไฟสี 3 วัตต์
(ราคาประมาณ 39-50 บาท)
3. กระจกสำเร็จรูป ขนาด 1 หุน (ขนาดประมาณ 1 x 1 เมตร ทำไ้ด้ 2 ตู้)
4. เครื่องตัดกระจก (สำหรับตัดเป็นวงกลมราคาประมาณ 2,000 บาท หรือ
จะให้ร้านขายกระจกตัดให้ราคาประมาณ 50-70 บาท)
5. กระดูกงู (ใช้ติดขอบประตูรถยนต์กันน้ำซึม ราคาเมตรละ 20-30 บาท)
6. ซิลิโคน (หลอดละ 100-150 บาท)
7. สว่าน
8. เลื่อยไฟฟ้าหรือเลื่อยตัดเหล็กธรรมดา
แหล่งจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์
อุปกรณ์สามารถซื้อได้จากร้านจำหน่ายเครื่องมือและวัสดุก่อสร้าง และร้านจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ทั่วไป
ขั้นตอนการประดิษฐ์
1. นำยางรถมาทำความสะอาด โดยล้างและขัดเศษดินโคลนที่ติดตามล้อและดอกยางให้หมด
2. นำสว่านมาเจาะรูด้านบนยางเพื่อไว้ใส่น้ำและสายออกซิเจน จากนั้นใช้เลื่อยตัดยางเป็นรูปวงกลม ขนาด ตามต้องการ (ระวังอย่าให้ตกขอบยาง)
3. ตัดกระจกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อยาง โดยเผื่อไว้ประมาณ 2 ชม. ตัดกระจกแผ่นเพื่อไว้ยิ่งซิลิโคนติดกับยาง (เป็นขอบ) ให้พอดีกับยางรถยนต์ทั้ง 2 fhko
4. ใส่กระจกแผ่นแรกที่จะทำเป็นฝาตู้ปลา แล้วใช้ซิลิโคนยิงไปรอบๆ แผ่นกระจกจากนั้นพลิกยางให้กระจกที่ยิงซิลิโคนไว้ติดกับยางอย่าให้มีฟองอากาศเหลืออยู่รอจนซิลิโคน (ประมาณ 30 นาที)
5. ติดกระจกด้านที่สอง (ซึ่งจะยากกว่าด้านแรก) ให้ใช้มือล้วงเข้าไปแล้วค่อยๆ กดกระจกให้แนบกับยางเพื่อไล่ฟองอากาศ ปล่อยทิ้งไว้ให้ซิลิโคนแห้ง (30 นาที)
6. ใส่น้ำตั้งทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อทดสอบการรั่วซึม หากไม่รั่วก็ใช้ได้
7. นำกระดูกงูและหลอดไฟมาติดในตู้ปลา และจัดแต่งตู้ปลาให้สวยงาม
ข้อแนะนำ
ยางรถยนต์ต้องเป็นยางแก้มเตี้ยหรือแก้มต่ำประมาณ 45-50 มิลลิเมตร ส่วนหน้ากว้างประมาณ 205 มิลลิเมตร (หรือ 20.5 ซม.) หรือขนาด 195 มิลลิเมตร เพื่อต้องการ กันไม่ให้ปลาเข้ามาหลบ ซึ่งจะทำให้ไม่เห็นตัวปลา
สถานที่ให้คำปรึกษา
ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดนครปฐม 135 หมู่ 5 บ้านป่าแก่ ต.ลำเหย อ.ดอนตูม จ.นครปฐม
โทร. (034) 204 700-5 วันเวลาราชการ (อาจารย์วิเชียร อินทราภา)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)





















