ประกันสังคม

ประกันสังคม

ประกันสังคม

ประกันสังคม คือ อะไร?

ประกันสังคม คือ การที่ลูกจ้างได้รับการคุ้มครอง ภายใต้การควบคุม ดูแล ของสำนักงานงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

ประกันสังคม จะมีการคุ้มครองอยู่ด้วยกัน 8 ประการ คือ

1. การประกันการเจ็บป่วย

2. การประกันการคลอดบุตร

3. การประกันอุบัติเหตุและโรคอันเกิดจากการทำงาน

4. การประกันทุพพลภาพ

5. การประกันชราภาพ

6. การประกันการสงเคราะห์ครอบครัว

7. การประกันการเสียชีวิต

8. การประกันการว่างงาน  




     ทันทีที่เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของ บริษัท เงินเดือนของเราส่วนหนึ่งจะถูกหักเข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งจะทำให้เราได้รับการคุ้มครองจากสำนักงานประกันสังคมใน 8 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย, คลอดบุตร, อุบัติเหตุและโรคอันเกิดจากการทำงาน, ทุพพลภาพ, ชราภาพ, สงเคราะห์ครอบครัว, เสียชีวิต และ ว่างงาน
     มาตรา 33  จะเป็นมาตราสำหรับลูกจ้างหรือพนักงาน ซึ่งจะมีการหักเงินประกันสังคมจากเงินเดือนรวมกับเงินนายจ้าง
สิทธิผู้ประกันสังคม

     เมื่อเราออกจากงาน ก็ใช่ว่าสิทธิประกันสังคมของเราจะสิ้นสุดลงทันที แม้เราเจ็บไข้ได้ป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร หรือเสียชีวิต ภายใน 6 เดือนหลังจากออกจากงาน เรายังได้รับ การคุ้มครองจากสำนักงานประกันสังคมอยู่ แต่หากเรากลับเข้าไปเป็นลูกจ้างอีกครั้งหนึ่ง เราก็จะกลับมาได้รับสิทธิทั้ง 8 อย่างเช่นเดิม
     มาตรา 39  จะเป็นมาตราสำหรับผู้ออกจากงาน แล้วสมัครใจทำประกันสังคมต่อ

     บางครั้งเราต้องการตรวจสอบสถานะ สิทธิต่างๆ สามารถเข้าเวบสำนักงานประกันสังคม http://www.sso.go.th  

     สำหรับบางคนที่ออกจากงานมาประกอบอาชีพส่วนตัว เมื่อสิทธิประกันสังคมสิ้นสุดลงหลังจาก 6 เดือนที่ออกจากงานแต่ยังต้องการได้รับสิทธิประกันสังคมต่อ เรายังสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจ มาตรา 39 ได้ โดยส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาท เราก็จะได้รับสิทธิประโยชน์การคุ้มครองใน 6 กรณี ได้แก่
  1. ได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วย 
  2. ทุพพลภาพ
  3. ตาย
  4. คลอดบุตร
  5. สงเคราะห์บุตร
  6. ชราภาพ


      โดยในเงินจำนวนนี้แบ่งเป็น 144 บาท สำหรับใช้เป็นสิทธิประโยชน์ยามเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต และอีก 288 บาท เป็นเงินออมกรณีชราภาพ ซึ่งเราจะได้รับเงินออมคืนเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ไม่น่าเชื่อเลยว่า เงินสมทบที่เราต้องจ่ายทุกเดือนกว่าครึ่งจะกลายเป็นเงินออมในอนาคตของเรานั่นเอง

     เริ่มเห็นความน่าสนใจของการเป็นผู้ประกันตนแล้วใช่ไหม ทีนี้เราลองมาดูคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการสมัครเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจ มาตรา 39 กันบ้าง สำรวจตัวเองไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า ด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้
     1.  คุณเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนใช่หรือไม่

     2.  คุณได้สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างมาแล้วไม่เกิน 6 เดือนใช่หรือไม่

     3.  คุณมิได้เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคมใช่หรือไม่


     หากคำตอบทุกข้อคือ ” ใช่” เตรียมหลักฐานต่อไปนี้ แล้วไปสมัครรับสิทธิด้วยตนเองที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่ง
     1.  แบบคำขอเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 (สปส.1-20)

     2.  บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้พร้อมสำเนา


     ตามเงื่อนไขของการเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจ มาตรา 39 ผู้ประกันตนต้องนำส่งเงินสมทบในอัตราเท่ากันทุกเดือนเดือนละ 432 บาท ภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน หากเกินกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่ม ร้อยละ 2 ต่อเดือน โดยสามารถส่งเงินสมทบได้ 4 วิธี คือ
    1. จ่ายที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด

    2. จ่ายเงินทางธนาณัติหรือจ่ายผ่านไปรษณีย์ทั่วประเทศ

    3. ส่งผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารนครหลวงไทย

    4. เปิดบัญชีออมทรัพย์และให้ทางธนาคารหักจากบัญชีธนาคารกรุงไทยธนาคาร กรุงศรีอยุธยา ธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารกสิกรไทย 


     หากเราไม่ส่งเงินสมทบตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ เราอาจสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้ ถ้าเราไม่อยากเสียสิทธิดังกล่าว จงอย่าขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน เพราะจะสิ้นสุดการเป็น ผู้ประกันตนตั้งแต่เดือนแรกที่ไม่ส่งเงินสมทบ และหากส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือนภายในระยะเวลา 12 เดือน จะสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนตั้งแต่เดือนที่ส่งเงินสมทบไม่ครบเก้าเดือน
     นอกจากการไม่ส่งเงินสมทบตามกำหนดแล้ว การเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ยังสามารถสิ้นสุดลงได้เนื่องจากสาเหตุอื่นด้วย คือ ผู้ประกันตนเสียชีวิต หรือกลับไปเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือลาออก จากมาตรา 39
ประกันสังคม


      มาตรา 40  สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ อายุไม่ต่ํากว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ และ ไม่เกินหกสิบปี บริบูรณ์
   
      กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละ หนึ่งร้อยบาท   มีดังต่อไปนี้

     (๑) ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

     (๒) ประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ

     (๓) ประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย


    กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละ หนึ่งร้อยห้าสิบบาท  มีดังต่อไปนี้

    (๑) ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

    (๒) ประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ

    (๓) ประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย

    (๔) ประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ

การเรียนรู้

การเรียนรู้


การเรียนรู้ หมายถึง การได้รับความรู้ พฤติกรรม ทักษะ คุณค่า หรือความพึงใจ ที่เป็นสิ่งแปลกใหม่หรือปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ และอาจเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารสนเทศชนิดต่าง ๆ ผู้ประมวลทักษะของการเรียนรู้เป็นได้ทั้งมนุษย์ สัตว์ และเครื่องจักรบางชนิด ความก้าวหน้าในการเรียนรู้เมื่อเทียบกับเวลามีแนวโน้มเป็นเส้นโค้งแห่งการเรียนรู้ (learning curve)

การเรียนรู้ของมนุษย์อาจเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของการศึกษา การพัฒนาส่วนบุคคล การเรียนการสอน หรือการฝึกฝน การเรียนรู้อาจมีการยึดเป้าหมายและอาจมีความจูงใจเป็นตัวช่วย การศึกษาว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างไรเป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาประสาทจิตวิทยา (neuropsychology) จิตวิทยาการศึกษา (educational psychology) ทฤษฎีการเรียนรู้ (learning theory) และศึกษาศาสตร์ (pedagogy) การเรียนรู้อาจทำให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ (habituation) หรือการวางเงื่อนไขแบบดั้งเดิม (classical conditioning) ซึ่งพบในสัตว์หลายชนิด หรือทำให้เกิดกิจกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างเช่นการเล่น ซึ่งพบได้เฉพาะในสัตว์ที่มีเชาวน์ปัญญา  การเรียนรู้อาจก่อให้เกิดความตระหนักอย่างมีสำนึกหรือไม่มีสำนึกก็ได้


ประเภทการเรียน
1.  การเรียนตามสถานศึกษา  
     ซึ่งจะเรียนหลายระดับชั้น
     สายสามัญ
     -  เตรียมอนุบาล  เตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียน
     -  ประถมศึกษา ระดับ 1 ถึงระดับ 6  เรียนวิชาพื้นฐานทั่วไป เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาตร์ วัฒนธรรม ดนตรี กีฬา เป็นต้น
     -  มัธยมศึกษา ระดับ 1 ถึงระดับ 6  เรียนวิชาที่เนื้อหาเข้มข้นจากประถมศึกษา โดยเลือกเรียนให้เหมาะกับอาชีพที่เราเลือกจะทำในอนาคต เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 สอบเรียนต่อมัธยมศึกษาปีที่ 4
     -  อุดมศึกษา ระดับ 1 ถังระดับ 4  เรียนตามสายอาชีพที่เลือก เช่น ดนตรีก็เลือกเรียนคณะที่สอนด้านนี้  สายบันเทิงเรียนนิเทศศาสตร์ เป็นต้น บางคณะวิชาอาจเรียนมากกว่า 4 ปี เช่น แพทย์ ครู เป็นต้น

     สายอาชีพ
     เมื่อเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3  เรียนต่อระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เรียน 3 ปี
     ระดับที่สูงขึ้นมา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เรียน 2 ปี
     ถ้าต้องการเรียนให้เข้มข้นมากขึ้น บางสาขาเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี เรียน 4 ปี


     นอกจากนี้ ยังมีการเรียนอีกแบบคือทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จะเรียนวันอาทิตย์ ,  การเรียน การศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ (กศบป.) เรียนเสาร์อาทิตย์ มหาวิทยาลัยบางแห่งจะเปิดสอน, เรียนกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 

     สำหรับคนที่ไม่เคยเรียน ,ต้องการเปลี่ยนอาชีพ หรือต้องการเพิ่มขีดความสามารถ  ก็จะมีหลักสูตรการเรียนวิชาชีพระยะสั้นเฉพาะทาง เช่น การทำอาหาร, ช่างไฟฟ้า, ช่างซ่อมรถยนต์ เป็นต้น  ซึ่งจะใช้เวลาเรียนไม่มาก อาจจะเป็น 30 ชั่วโมง, 60 ชั่วโมง แล้วแต่เป็นหลักสูตรแบบไหน เรียนได้ที่ศูนย์การฝึกอาชีพ. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน, อาชีวศึกษา

    การศึกษาได้เปิดกว้างมากขึ้น มีทั้งการศึกษาแบบระยะทางไกลผ่านดาวเทียม, การศึกษาออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ตมีทั้งฟรี และเสียเงิน ซึ่งบางมหาวิทยาลัยเปิดสอนแล้วได้วุฒิการศึกษาด้วย

2. การเรียนตามอัธยาศัย

   การศึกษาด้วยตนเองซึ่งเราจะเป็นคนกำหนดว่า จะเรียนรู้อะไร  เช่น  อยากเรียนการเล่นกีต้าร์ เราก็สามารถหาตำรา หรือ เรียนออนไลน์ หรือ ไปเรียนกับคนที่สอนกีต้าร์ได้  การเรียนแบบนี้เป็นการเรียนจำเพาะเจาะจงในเรื่องที่เราต้องการซึ่งเดี๋ยวนี้ค่อนข้างเปิดกว้าง ทั้งทางอินเตอร์เน็ต โรงเรียนที่เปิดสอนเฉพาะสาขา ตำรา ผู้เชี่ยวชาญสาขานั้นที่รับสอน  


ช่างเชื่อมและช่างตัดโลหะ

ช่างเชื่อมและช่างตัดโลหะ
Welders and Flame cutters



ลักษณะงานที่ทำ
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ ทำหน้าที่ติดตั้ง ซ่อมบำรุง ผลิตงาน ผลิตภัณฑ์โหละแผ่นและโลหะรูปพรรณ งานโครงสร้างโลหะ งานระบบท่ออุตสาหกรรม ทำงานด้วยการใช้เครื่องมือ เครื่องจักร ในการแปรรูป ขึ้นรูป ประกอบด้วย กรรมวิธีเชื่อม การตกแต่งผิวสำเร็จ การตรวจสอบ และการควบคุมการผลิต

งานระดับช่างฝีมือ
ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการอ่านแบบ เขียนแบบเครื่องกลแบบแผ่นคลี่  การผลิตงาน  ผลิตภัณฑ์โลหะแผ่น  และโลหะรูปพรรณโดยการใช้เครื่องมือ  เครื่องจักรในการแปรรูปขึ้นรูปโลหะ  การประกอบตกแต่งผิวสำเร็จ  งานติดตั้งประกอบและเชื่อมระบบท่อ  งานติดตั้งประกอบและเชื่อมโครงสร้าง

งานระดับช่างเทคนิค
ปฏิบัติงานในลักษณะผู้ควบคุมงาน  ผู้ช่วยวิศวกร  โดยทำงานภายใต้การแนะนำและควบคุมของวิศวกร  เป็นงานที่เกี่ยวกับการออกแบบติดตั้ง งงานผลิตผลิตภัณฑ์โลหะ  งานระบบท่อ  งานโครงสร้าง  งานเชื่อมซ่อมบำรุงชิ้นส่วนเครื่องจักรกล  เครื่องมือกล  งานตรวจสอบทดสอบวัสดุในทางวิศวกรรม  งานตรวจสอบทดสอบงานเชื่อมทั้งแบบทำลายและไม่ทำลาย


ช่างเชื่อมโลหะ  จำแนกประเภทและลักษณะของงานที่ทำตามอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมโลหะ  ดังนี้

ช่างเชื่อมด้วยก๊าซ (Welder, gas)
1. เชื่อมชิ้นส่วนของโลหะด้วยเปลวไฟจากก๊าซออกซิอะเซทิลีน หรือก๊าซชนิดอื่นๆ
2. วางชิ้นส่วนโลหะและหนีบรัดให้อยู่กับที่  ต่อหัวท่อเชื่อมเข้ากับภาชนะใส่ก๊าซแล้วปิดวาล์วจุดไฟที่หัวท่อเชื่อมแล้วปรับเปลวไฟ  โดยกำหนดการปล่อยก๊าซให้สม่ำเสมอ
3. ทำให้ชิ้นส่วนโลหะร้อนจนกระทั่งโลหะเริ่มละลาย แล้วใช้โลหะหลอมเหลวจากแท่นเชื่อมหลอมเชื่อมชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน
4. ใช้วัตถุผสมผสานเท่าที่จำเป็น
5. ทำความสะอาดแล้วทำชิ้นส่วนที่เชื่อมแล้วให้เรียบ
6. อาจทำเครื่องหมายบนชิ้นส่วนก่อนการเชื่อม และเชื่อมตามรูปแบบ หรือตามรายละเอียดอื่นๆ

ช่างเชื่อมด้วยไฟฟ้า (มือ) (Welder  electrical, hand)
1. เชื่อมชิ้นส่วนโลหะด้วยอุปกรณ์เชื่อมที่ใช้มือ ซึ่งอุปกรณ์เชื่อมจะได้รับความร้อนจากกระแสไฟฟ้า
2. เลือกโลหะเชื่อมและสอดเข้ากับเครื่องยึด ต่อสายไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือหม้อแปลงเข้ากับโลหะเชื่อมและชิ้นส่วนที่ต้องการเชื่อม กดสวิตซ์เครื่องส่งกระแสไฟฟ้าเอาโลหะเชื่อมจึ้ตรงชิ้นส่วนที่ต้องการเชื่อมแล้วยกขึ้นให้มีระยะห่างจากชิ้นส่วนเพียงเล็กน้อย เพื่อทำหใ้เกิดประกายไฟ
3. นำโลหะเชื่อมลากลงมาตามแนวที่จะเชื่อม เพื่อหลอมเชื่อมชิ้นส่วนให้ติดกัน และควบคุมกระแสไฟฟ้าให้เป็นไปตามความต้องการ
4. ทำความสะอาดชิ้นส่วนที่เชื่อมแล้ว และทำรอยเชื่อมให้เรียบ
5. อาจทำเครื่องหมายบนชิ้นส่วนก่อนการเชื่อม และเชื่อมตามรูปแบบหรือตามรายละเอียดอื่นๆ

ช่างเชื่อมด้วยก๊าซและไฟฟ้าทั่วไป (Welder, gas and electric general)
1. เชื่อมชิ้นส่วนของโลหะด้วยเปลวไฟของก๊าซออกซิอะเซทีลีน หรือเปลวไฟของก๊าซชนิดอื่นๆ
2. เชื่อมด้วยประกายไฟฟ้า
3. ปฏิบัติงานเชื่อมโลหะเช่นเดียวกันกับช่างเชื่อมโหละด้วยก๊าซ และช่างเชื่อมด้วยไฟฟ้า อาจตัดโลหะด้วยก๊าซออกซิอะเซทีลีนหรือด้วยเปลวไฟจากก๊าซชนิดอื่น


สภาพการทำงาน
ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ ทำงานทั้งในและนอกสถานที่ทำงานในการประกอบและติดต่ออุปกรณ์ที่ต้องจ่อเชื่อมหรือประสานท่อ ทำการตรวจซ่อมและบริการ การดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องจักรในงานอุตสาหกรรม  สภาพการทำงานหนักปานกลาง  ต้องใช้ความอดทนต่อสภาพความร้อน  เสียง  กลิ่นของสารเคมี  ทำความสะอาดอุปกรณ์ และบางโอกาสทำงานตามลำพัง ต้องใช้ความระมัดระวังและรอบคอบสูงพอสมควร เพิ่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากการทำงานโดยเฉพาะ "ตา" จึงจำเป็นต้องสวมแว่นตาในระหว่างการปฏิบัติงาน เพื่อป้องกันประกายไฟ หรือเศษโลหะเข้า บางครั้งต้องทำงานเกินเวลา อาจต้องทำงาน วันเสาร์  วันอาทิตย์  และวันหยุด  เพื่อให้งานเสร็จทันเวลาที่กำหนด

คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3  ผ่านการอบรมกลุ่มงานอาชีพช่างเชื่อมและโลหะแผ่น จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน มีความรู้ความสามารถอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานฝีมือช่างชั้น 3  หรือสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาช่างเชื่อม  หรือสาขาวิชาช่างเชื่อมและโลหะแผ่น
1. มีร่างกายแข็งแรง  อดทน  ไม่เป็นโรคที่เป็นอุปสรรคในงานอาชีพ
2. มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และมีความรับผิดชอบ
3. มีความละเอียด  ประณีต
4. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
5. มีความเชื่อมั่น  สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

ผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้ควรเตรียมความพร้อมดังนี้  คือ :
สำหรับระดับช่างฝีมือเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวส.) ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างเชื่อมโลหะ จากสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือสาขาช่างท่อและประสาน สาขาวิชาช่างโลหะ หรือสาขาวิชาช่างเชื่อม และโลหะแผ่นจากสถานศึกษาสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล หรือสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6  หรือเทียบเท่า อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี เข้ารับการอบรมหลักสูตรในกลุ่มอาชีพช่างเชื่อมและโลหะ จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งจัดให้มีหลักสูตร ดังนี้

ช่างเชื่อมไฟฟ้า  ฝึกในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด ระยะเวลา  4 เดือน และฝึกในสถานประกอบการ  ระยะเวลา  2  เดือน  สำเร็จการอบรมจะมีระดับฝีมืออยู่ในเกณฑ์มาตรฐานฝีมือช่างชั้น 3

ช่างเชื่อมแก๊ส   ฝึกในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน  หรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด  ระยะเวลา  4  เดือน  และฝึกในสถานประกอบกิจการ  ระยะเวลา  2 เดือน  สำเร็จการอบรมจะมีระดับฝีมืออยู่ในเกณฑ์มาตรฐานฝีมือช่างชั้น 3

ช่างผลิตภัณฑ์โลหะแผ่น  ฝึกในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน  หรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด  ระยะเวลา  6  เดือน  และฝึกในสถานประกอบการระยะเวลา  2  เดือน สำเร็จการอบรมจะมีระดับฝีมืออยู่ในเกณฑ์มาตรฐานฝีมือช่างชั้น 3

ช่างเชื่อม  TIG  ฝึกในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน  หรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด  ระยะเวลา  3  เดือน  และฝึกในสถานประกอบกิจการ  ระยะเวลา  1 เดือน  สำเร็จการอบรมมีความสามารถในการใช้เครื่องมือในการเชื่อมวัสดุชนิดต่างๆ เช่น  เหล็ก  อลูมิเนียม  และสแตนเลสได้

ช่างเชื่อม  MIG/MAG  ฝึกในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด ระยะเวลา 3  เดือน  และฝึกในสถานประกอบการ ระยะเวลา  1 เดือน  สำเร็จการอบรมมีความสามารถในการใช้เครื่องมือในการเชื่อมวัสดุชนิดต่างๆ เช่น เหล็ก อลูมิเนียม และสแตนเลสได้

สำหรับระดับช่างเทคนิค  เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)  ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม  สาขาวิชาช่างเทคนิคโลหะ  สาขาวิชาช่างเชื่อมโลหะแผ่นจากสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  หรือสาขาวิชาช่างท่อและประสาน  สาขาวิชาช่างโลหะ  จากสถานศึกษาสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

โอกาสในการมีงานทำ
แนวโน้มของผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้ ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมก่อสร้างรถยนต์เฟอร์นิเจอร์  ซึ่งในปัจจุบันการก่อสร้างมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาฟื้นฟู  ส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์นั้น  ภาครัฐและเอกชนพยายามส่งเสริมการผลิต  หรือประกอบรถยนต์ในประเทศมากขึ้น  จากแนวโน้มยอดการขายรถยนต์ในช่วง  2 ปีที่ผ่านมา ที่มีอัตรายอดการขายเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20  ดังนั้นในฐานะลูกจ้างของอุตสาหกรรมเหล่านี้  โอกาสการมีงานทำ  จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ที่ประกอบอาชีพนี้ จะต้องมีความรู้ความสามารถเรื่องเครื่องกล หรือเครื่องยนต์ด้วย  หรือทำงานในอุตสาหกรรมเครื่องเย็น  สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระนั้น  ต้องพัฒนาฝีมือและความชำนาญจนเป็นที่เชื่อถือของลูกค้า และอาจหันมาประกอบอาชีพ  รับทำเหล็กดัดสำหรับชั้นประตู  หน้าต่าง  ตลอดจนงานเฟอร์นิเจอร์  หรืองานศิลปกรรม  และควรประดิษฐ์คิดค้นสินค้าต่างๆ  ที่เป็นประโยชน์



โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ประกอบอาชีพนี้ถ้ามีความสามารถในการทำงาน และมีประสบการณ์จะได้รับการเลื่อนขั้น  เลื่อนตำแหน่งในสายงานที่ทำงานอยู่จนถึงระดับหัวหน้างาน  สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อเืพ่อเลื่อนวิทยฐานะ  และความก้าวหน้าในอาชีพ  สามารถศึกษาต่อได้  โดยเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)  แล้วถ้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)  หลักสูตร  2  ปี   ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม  สาขาวิชาช่างเทคนิคโลหะ  สาขาวิชาช่างท่อและประสาน  หรือสาขาวิชาช่างโลหะในสถานศึกษา  สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  หรือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล  หรือสาขาวิชาช่างท่อและประสานในวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  หรือศึกษาต่อระดับปริญญาตรีหลักสูตร  4  ปี  สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งทอ  คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

นอกจากนั้นเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง  (ปวส.)  แล้วศึกษาต่อระดับปริญญาตรีหลักสูตรต่อเนื่องอีก  2  ปี  หลักสูตรประกาศนียบัตรครูเทคนิคชั้นสูง (ปทส.)  สาขาวิชาเทคนิคการผลิตเชื่อมและประสาน  คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  อีกทั้งสามารถศึกษาต่อระดับปริญญาตรีหลักสูตรต่อเนื่องอีก  3 ปี  -  3  ปีครึ่ง   ในสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการการผลิต  สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหกรรมการจัดการ  ในคณะวิศวกรรมศาสตร์  หรือสถานศึกษาสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล  หรือศึกษาต่อระดับปริญญาตรีหลักสูตรต่อเนื่อง อีก  2  ปีครึ่ง  - 3  ปี  ในสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการการเชื่อมประกอบ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม  ในสถานศึกษาสังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล หรือศึกษาต่อระดับปริญญาตรีหลักสูตร  ต่อเนื่องอีก  2 - 3  ปี  ในสาขาวิชาเทคโนโลยีการเชื่อม  ในวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ


อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
         ช่างโลหะ   ช่างเครื่องกล


แหล่งข้อมูลอื่นๆ
        -  กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน  กระทรวงแรงงาน    www.dsd.go.th
        -  มหาวิทยาเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  www.kmutnb.ac.th
        -  การจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ  (ประเทศไทย)
           กรมการจัดหางาน  www.doe.go.th

จัดหางาน ภาคกลาง

จัดหางาน 
ภาคกลาง


สำนักงานจัดหางานจังหวัดชัยนาท

ที่อยู่  อาคารศูนย์ราชการกระทรวงแรงงาน
          244  หมู่ที่ 6   ต.บ้านกล้วย
          อ.เมือง  จ.ชัยนาท   17000

เบอร์โทร  0-5641-3035

โทรสาร   0-5641-3036

เวบไซต์   https://www.doe.go.th/prd/chainat


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดนนทบุรี

ที่อยู่  ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี
          ชั้น 1  ถ.รัตนาธิเบศร์
          อ.เมือง  จ.นนทบุรี   11000

เบอร์โทร  0-2580-1494,  0-2950-3690, 0-2580-8654

โทรสาร   0-2580-8654, 0-2580-7631

เวบไซต์   https://www.doe.go.th/prd/ntb


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครปฐม

ที่อยู่  69-89 หมู่ที่ 8  ถ.มรกต
          ต.พระประโทน
          อ.เมือง  จ.นครปฐม   73000

เบอร์โทร  0-3421-3283-4,  0-3425-0861-2

โทรสาร   0-3421-3283-4 ต่อ 14, 18

เวบไซต์   https://www.doe.go.th/nakhonpathom/


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดปทุมธานี

ที่อยู่  35/4  หมู่ที่ 1  ต.บ้านกลาง
          อ.เมือง  จ.ปทุมธานี   12000

เบอร์โทร  0-2567-0630-2

โทรสาร   0-2567-0633

เวบไซต์   https://www.doe.go.th/pathumthani/


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ที่อยู่  ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
          ชั้น 1  ต.คลองสวนพลู  อ.พระนครศรีอยุธยา
          จ.พระนครศรีอยุธยา   13000

เบอร์โทร  0-3521-3958,  0-3521-39586-7

โทรสาร   0-3521-3958

เวบไซต์   https://www.doe.go.th/prd/ayutthaya


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดชลบุรี

ที่อยู่  114  ชั้น 1  ถ.พระปิยะ
          ต.ป่าตาล   อ.เมือง
          จ.ชลบุรี   15000

เบอร์โทร  0-3642-2906,  0-3642-0365
ุโทรสาร   0-3642-3906, 0-3642-0365

เวบไซต์   https://www.doe.go.th/prd/chonburi


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดสิงห์บุรี

ที่อยู่  ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี   ชั้น 1  ถ.สิงห์บุรี-บางพาน
          ต.บางบัญ   อ.เมือง
          จ.สิงห์บุรี   16000

เบอร์โทร  0-3650-7202-3
ุโทรสาร    0-3650-7202-3

เวบไซต์   https://www.doe.go.th/singburi/


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสาคร

ที่อยู่   32-33 เอกชัย ซอย 13  
           อ.เมืองสมุทรสาคร
           จ.สมุทรสาคร   14000

เบอร์โทร  0-3483-6223-5

เวบไซต์   https://www.doe.go.th/samutsakhon/


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรปราการ

ที่อยู่         310/1  ถ.สุขุมวิท ต.ปากน้ำ 
                   อ.เมืองสมุทรปราการ 
                   จ.สมุทรปราการ 10270

เบอร์โทร  0-2383-7471-3

อีเมล์        spk@doe.go.th

เวบไซต์   https://doe.go.th/samutprakarn/


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรสงคราม

ที่อยู่         186  หมู่  3   ถ.เอกชัย  
                 ต.ตลาดใหญ่   อ.เมือง
                 จ.สมุทรสงคราม  75000

เบอร์โทร  0-3471-4342-3

อีเมล์        skm@doe.go.th

เวบไซต์   https://www.doe.go.th/prd/smk


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดสระบุรี

ที่อยู่         437/7   ถนนมิตรภาพ 
                 ตำบลปากเพรียว   อำเภอเมือง 
                 จังหวัดสระบุรี 18000

เบอร์โทร  0-3635-1806

อีเมล์        job.saraburi@hotmail.com

เวบไซต์   https://doe.go.th/saraburi/


**********************************


สำนักงานจัดหางานจังหวัดอ่างทอง

ที่อยู่         ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง (หลังเดิม)  ชั้น 2 
                 ถนนเทศบาล 1   ตำบลบางแก้ว   อำเภอเมือง 
                 จังหวัดอ่างทอง  14000

เบอร์โทร  0-3561-3038-9

อีเมล์        atg@doe.go.th

เวบไซต์   https://www.doe.go.th/prd/angthong



นักออกแบบผลิตภัณฑ์

นักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม


ลักษณะของงานที่ทำ

1.  ออกแบบผลิตภัณฑ์  โดยอาจใช้กราฟฟิคคอมพิวเตอร์เข้าช่วยในการออกแบบ เพื่อให้ภาพออกมามีมิติและสมบูรณ์แบบ เสนอผู้ว่าจ้างหรือลูกค้าพิจารณา

2.  สร้างแบบจำลองและทดลองทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยผสมผสานวัสดุท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความแข็งแรงและทนทาน โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยสูงสุดและตรวจสอบการทดลองใช้

3.  เขียนเทคนิควิธีการประกอบแบบระบบพิกัด พร้อมทั้งขั้นตอนในการปฏิบัติงานในโรงงาน ประมาณการต้นทุนค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีราคาย่อมเยาสำหรับผู้ใช้

สภาพการทำงาน
สถานที่ทำงานจะเหมือนสำนักงานออกแบบทั่วไปที่มีบรรยากาศของการสร้างสรรค์ งานนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมจะต้องติดตามดูความเรียบร้อย ของงานต้นแบบในโรงงานที่ผลิต

คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปกรรม หรือสถาปัตยกรรม สาขาตกแต่งภายใน สาขานิเทศศิลป์ หรือคณะวิศวกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร วิชาเอกเทคโนโลยีเครื่องเขียนและออกแบบ

2. มีความสามารถในการวาดภาพแสดงรูปร่าง (Perspective) หรือใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ

3. มีความรู้และเข้าใจในจิตวิทยาอุตสาหกรรม

4. สามารถเดินทางไปต่างจังหวัดหรือออกพื้นที่ได้

5. มีความเข้าใจในวัสดุที่นำมาผสมผสานประยุกต์ใช้ออกแบบได้เป้นอย่างดี โดยให้เข้ากับท้องถิ่นและแสดงถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นได้อย่างดี

6. สนใจความเคลื่อนไหวของงานออกแบบต่างๆ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมให้กับวงการอุตสาหกรรม

7. มีระเบียบวินัย และความรับผิดชอบสูง


โอกาสในการมีงานทำ
สำหรับผู้ประกอบอาชีพนี้ที่มีความสามารถในการริเริ่มสร้างสรรค์ เมื่อทำงานในองค์กรธุรกิจเอกชนอยู่ระยะหนึ่งจะออกมาประกอบอาชีพอิสระ เปิดกิจการธุรกิจของตนเองเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ (Nich Market) ซึ่งจะทำรายได้ดีเพราะผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ที่มีฐานะ อาชีพนี้จึงเป็นอาชีพที่ไม่มีการตกงานถ้ามีไฟในการทำงาน ควรเปิดโลกทัศน์ให้กว้าง สนใจค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม และสร้างสัมพันธ์กับองค์กรและลูกค้าในเชิงธุรกิจ แนวโน้มในตลาดแรงงานอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนมากผู้ประกอบอาชีพนี้มักจะสำเร็จการศึกษาสาขาตกแต่งภายใน ซึ่งมีวิชาการออกแบบเครื่องเรือน ทำให้มีโอกาสเลือกทำงานประเภทนี้ได้

โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
ผู้ประกอบอาชีพนี้ ควรศึกษากลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อทำธุรกิจส่วนตัว อาจสร้างเว็บไซต์แสดงสินค้าที่ออกแบบให้ผู้ซื้อจากทั่วโลกเข้าชมและสั่งซื้อได้ ควรส่งสินค้าเครื่องเรือนไปแสดงในงานต่างๆ ที่จัดขึ้นทั่วโลก

อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
ผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ ผู้ออกแบบสินค้าของขวัญ ของเล่นสำหรับเด็ก หรือของขวัญงานเทศกาลในต่างประเทศ สถาปนิก เป็นต้น

แหล่งข้อมูลอื่นๆ
- การจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ (ประเทศไทย)
  กรมการจัดหางาน www.doe.go.th
- เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
- นิตยสารหรือหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์
- กรมทรัพย์สินทางปัญญา  www.ipthailand.go.th


นิเทศศาสตร์

นิเทศศาสตร์

นิเทศศาสตร์ (อังกฤษ: Communication Arts) หมายถึง ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะในการสื่อสาร โดยให้ความสำคัญกับการสื่อสาร จากองค์ประกอบของการสื่อสาร กล่าวคือ ผู้ส่งสาร สาร สื่อ และผู้รับสาร ซึ่งผู้ส่งสารอาจเป็นตัวบุคคล องค์กร หรือบริษัทก็ได้ ข่าวสารจะต้องเป็นเนื้อหาสาระที่ผู้ส่งต้องการที่จะกระจายให้ประชาชนได้รับทราบ สื่อหรือช่องทาง เป็นการหาวิธีการกระจายข่าวสารต่างๆ ไปสู่กลุ่มเป้าหมายให้ได้มาก และกว้างไกล ตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่ง และผู้รับสาร หรือกลุ่มเป้าหมาย จะต้องสามารถรับข่าวสารนั้นได้ โดยผู้ส่งสารจะต้องหาวิธีการทำให้ข่าวสารที่ส่งไป ถึงผู้รับสารได้มากที่สุด

พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ประทานความหมายของ "นิเทศศาสตร์" ไว้ว่า "เป็นวิชาสื่อสารไปยังมวลชนโดยทางใดก็ตาม ไม่จำเพาะทางหนังสือพิมพ์ เช่น การสื่อสารทางการละครก็เข้าไปอยู่ในนิเทศศาสตร์ การสื่อสารมวลชนทางอื่นนอกจากทางหนังสือพิมพ์ เช่น ทางวิทยุ ทางโทรทัศน์ ก็เข้าอยู่ในนิเทศศาสตร์"

คุณสมบัติที่สำคัญของนิเทศศาตร์
1.  มีบุคลิกลักษณะกล้าแสดงออก
2.  มีจินตนาการ ช่างสังเกตสิ่งรอบตัว
3.  มีมนุษสัมพันธ์ที่จะทำงานร่วมกับบุคคลอื่นๆ ต้องร่วมทำงานกับหลายฝ่าย
4.  มีความอดทน เพราะบางครั้งทำงานเวลาไม่แน่นอน

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนทางด้านนิเทศศาสตร์เป็นแห่งแรกของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2482

คณะนิเทศศาสตร์ (Faculty of Communication Arts) ประกอบด้วย 5 ภาควิชา
1.  การประชาสัมพันธ์  (Public Relations)
2.  การสื่อสารมวลชน  (Mass Communication)
3.  วารสารสนเทศ (Journalism)
4.  วาทวิทยาและสื่อสารการแสดง (Speech Communication and Performing Arts)
5.  การภาพยนตร์และภาพนิ่ง (Motion Pictures and Still Photography)

หลักสูตรที่รับผิดชอบโดยคณะ ได้แก่
หลักสูตรปริญญาตรี
1. นิเทศศาสตรบัณฑิต (นศ.บ.) Bachelor of Arts (Communication Arts) [B.A.(Communication Arts)] 7  สาขาวิชาได้แก่
    1.1. การประชาสัมพันธ์ (Public Relations)
    1.2.  การโฆษณา (Advertising)
    1.3. การกระจายเสียง (Broadcasting)
    1.4. วารสารสนเทศ (Journalism)
    1.5. วาทวิทยา (Speech Communication)
    1.6. สื่อสารการแสดง (Performing Arts)
    1.7. การภาพยนตร์และภาพนิ่ง(Motion Pictures and Still Photography)

2. นิเทศศาสตรบัณฑิต (นศ.บ.) Bachelor of Arts (Communication Arts)[B.A.(Communication Arts)] 1 สาขาวิชา ได้แก่
   2.1. การจัดการการสื่อสาร (นานาชาติ) (Communication Management)


หลักสูตรปริญญาโท
นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (นศ.ม.) Master of Arts (Communication Arts) [M.A. (Communication Arts)] 9  สาขาวิชาได้แก่
1. นิเทศศาสตรพัฒนาการ (Development Communication)
2. การโฆษณา (Advertising)
3. การประชาสัมพันธ์ (Public Relations)
4. การสื่อสารมวลชน (Mass Communication)
5. วารสารสนเทศ (Journalism)
6. วาทวิทยา (Speech Communication)
7. สื่อสารการแสดง (Performing Arts)
8. การภาพยนตร์(Film)
9. การจัดการการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ (นานาชาติ) (Strategic Communication Management)
นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (นศ.ม.) Master of Arts (Communication Arts) [M.A. (Communication Arts)]

หลักสูตรปริญญาเอก

นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต (นศ.ด.) Doctor of Philosophy (Ph.D.) 1  สาขาวิชาได้แก่

1.  นิเทศศาสตร์ * (Communication Arts)

หมายเหตุ
-หลักสูตรปริญญาตรี 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรภาษาไทย 7 สาขาวิชา และหลักสูตรนานาชาติ 1 สาขาวิชา
– * สาขาวิชานิเทศศาสตร์ (ระดับปริญญาเอก) อยู่ในความรับผิดชอบของคณะนิเทศศาสตร์ (5 ภาควิชา)

อาชีพที่รองรับ
1. นักแสดง ผู้กำกับการแสดง ผู้ฝึกสอนการแสดง ผู้อำนวยการแสดง หรือผู้เขียนบท
2. ออกแบบโลโก้ สโลแกน เครื่องแบบ และบรรยากาศภายในสำนักงาน ได้แก่ นักกลยุทธ์ด้านการสื่อสารตรา นักออกแบบเอกลักษณ์ตรา ฝ่ายสื่อสารองค์กร และฝ่ายสื่อสารการตลาด
3. นักสร้างสรรค์งานโฆษณา ผู้เขียนบทโฆษณา ผู้กำกับศิลป์ ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา รวมไปถึงนักออกแบบโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์
4. นักสื่อสารองค์กร นักปฏิบัติการประชาสัมพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายเผยแพร่ นักวางแผนเชิงกลยุทธ์ ผู้ประสานงานกิจกรรมพิเศษ
5. ผู้สื่อข่าว นักเขียน คอลัมนิสต์ บรรณาธิการ ผู้ประกาศข่าว 
6. ผู้ผลิตรายการวิทยุ และโทรทัศน์ ผู้กำกับรายการ ผู้เขียนบท ผู้ประกาศข่าว พิธีกร หรือผู้ควบคุมรายการวิทยุ และโทรทัศน์ตามองค์กรต่างๆ



http://www.chula.ac.th/admission/course/faculty-of-communication-arts

เริ่มต้นธุรกิจ



         ธุรกิจเป็นการดำเนินงานที่ให้ได้ผลตอบแทนในรูปกำไร ซึ่งเราต้องวางแผนเริ่มต้นเป็นไม่เช่นนั้นแทนที่จะกำไรกลับกลายเป็นขาดทุน 

        ก่อนจะเริ่มต้นเราต้องประเมินตนเองก่อนว่า เราพร้อมที่จะทำหรือไม่ ดูจากนิสัย บุคลิกภาพของเรา ศักยภาพ ว่ามีขนาดไหน ถ้าดูแล้วว่าทำได้ ใจเราพร้อมเราก็ค่อยๆ เริ่มทำ คนที่รู้ดีที่สุดคือตัวเราเอง ว่าเราทำอะไรได้ดี ซึ่งถ้าเราฝืนเราทำในสิ่งที่ไม่ชอบ จะทำได้ไม่นานก็เกิดความเบื่อหน่าย เลิกทำในที่สุด บางคนอาจชอบเสียงดนตรี
บางคนอาจชอบด้านภาษา บางคนอาจชอบวิทยาศาสตร์ บางคนอาจชอบศิลปะ บางคนชอบคำนวณ

     “อยากเป็นเจ้าของกิจการจะเริ่มต้นธุรกิจอะไรดี” เป็นคำถามแรกสำหรับคนที่สนใจอยากมีธุรกิจเป็นของตนเองแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ซึ่งการเริ่มต้นธุรกิจอาจทำได้หลายวิธี ทั้งการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ การซื้อแฟรนไชส์ หรือการซื้อกิจการมาบริหารต่อ ไม่ว่าจะเริ่มต้นวิธีใดผู้ที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจควรศึกษาถึงปัจจัยประกอบอื่นๆ ในการทำธุรกิจ อาทิ การรู้จักสินค้าหรือบริการ ตลาดและช่องทางตลาดของสินค้าหรือบริการ คู่แข่งขันหรือความได้เปรียบ เสียเปรียบทางธุรกิจ ทำเลที่ตั้งและที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ทักษะความรู้ ความถนัด ความสามารถของตนต่อธุรกิจนั้นๆ 

     ดังนั้นก่อนที่จะก้าวเข้าสู่สนามแข่งขัน ผู้ที่จะเริ่มธุรกิจควรให้ความสำคัญในการศึกษาปัจจัยต่างๆ อาทิ 
การเตรียมความพร้อมของตนเอง การวางแผนธุรกิจ การศึกษาแบบอย่างการลงทุน รวมทั้งการศึกษาข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ สำหรับข้อมูลต่างๆ ที่เรานำเสนอนี้จะเกี่ยวข้องกับการเริ่มต้นธุรกิจที่จำเป็นที่สามารถช่วยผู้ที่สนใจอยากมีธุรกิจเป็นของตนเองได้ไม่มากก็น้อย ดังคำกล่าวที่ว่า “การเริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง”

     "ศูนย์ธุรกิจอุตสาหกรรม" ให้บริการสำหรับผู้สนใจลงทุนในกิจการใหม่ โดยการให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับ
                                                                                                
       1.ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchaise) ทางเลือกหนึงในการลงทุน สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ติดตลาดแล้ว มีข้อดีตรงที่เราไม่ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เพียงแต่เราเลือกธุรกิจที่มีชื่อเสียง 
                                                                              
       2.โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ สำหรับผู้สนใจเป็นผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ต่อไปในอนาคต

       3.แนวคิดผลิตภัณฑ์ (Business Idea) เป็นการรวบรวมข้อมูลจากการทำธุรกิจ เพื่อให้ผู้สนใจลงทุนเข้าใจปัญหา อุปสรรค และปัจจัยสู่ความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ
 
       4.ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้งธุรกิจ จากหน่วยงานต่างๆ  เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้สนใจลงทุนในกิจการใหม่ รวมถึงมีที่ปรึกษาให้คำปรึกษาแนะนำการลงทุนในด้านต่างๆ     

            ธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยจากใจรักที่จะทำ เรามีความรู้ ความเข้าใจ ซึ่งเราจะทุ่มเทให้โดยที่ไม่รู้สึกเบื่อ รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

      อาจจะไม่ง่ายในการเริ่มต้น ถ้าเราตั้งใจจริง ผ่านได้แน่นอน ขอให้มีเป้าหมายที่ชัดเจน เจออุปสรรคไม่ย่อท้อ ฝ่าฝัน แก้ไข มุ่งมั่น

      เงินทุนเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างซึ่งเราต้องมีมากพอสมควร เพื่อใช้ในการเริ่มต้นกิจการทั้งค่าเช่า ค่าก่อสร้าง ค่าออกแบบ ค่าตกแต่ง การปรับปรุงกิจการ ใช้เป็นเงินหมุนเวียน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น

      การทำรายรับรายจ่ายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำเพื่อให้รู้ว่ากิจการเราเป็นอย่างไร ต้องปรับปรุงอะไรบ้าง 

      การวางแผนที่ดีดูตัวเรา ทำเลที่ตั้ง เป้าหมายลูกค้า ตัวสินค้า การติดตามประเมินผล 

      มีความสุขในการทำแล้วผลลัพธ์จะออกมาดี


เราต้องรู้จุดอ่อน จุดแข็งของเรา  เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น
ซึ่งเราต้องมีการประเมินเป็นระยะๆ 


อาชีพอิสระ

อาชีพอิสระ


การประกอบอาชีพอิสระ คืออะไร
การประกอบอาชีพอิสระ  คือ  การประกอบอาชีพกิจการส่วนตัวต่าง ๆ ในการผลิตสินค้าหรือบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถที่จะกำหนดรูปแบบ และวิธีดำเนินงานของตัวเองได้ตามความเหมาะสม  ไม่มีเงินเดือนหรือมีรายได้ที่แน่นอนตายตัว ผลตอบแทนคือเงินกำไรจากการลงทุนนั่นเอง

การประกอบอาชีพอิสระ ดีอย่างไร
ปัจจุบัน แม้ว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น โครงการต่างๆ เกิดขึ้น หลายโครงการทำให้มีตำแหน่งงานว่างเป็นจำนวน แต่ก็ยังไม่สามารถรองรับกำลังแรงงานซึ่งเพิ่มขึ้นในแต่ละปีได้ อีกทั้งการเป็นลูกจ้างข้าราชการและพนักงานในหน่วยงานทั้งในภาครัฐและเอกชน สวนใหญ่ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่หน่วยงานนั้นๆ ต้องการ เช่น คุณวุฒิทางการศึกษา ประสบการณ์หรือเป็นแรงงานที่มีทักษะ เป็นต้น คุณสมบัติเหล่านี้ได้กลายมาเป็นข้อจำกัดที่ปิดกั้นโอกาสของคนอีกหลายกลุ่มไม่ให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ โดยเฉพาะภาครัฐได้กำหนดอัตราเพิ่มของข้าราชการไว้เพียง 2%  นั่นย่อมหมายถึงโอกาสในการเป็นข้าราชการน้อยมาก ดังนั้น การประกอบอาชีพอิสระจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ว่างงาน แรงงานที่กลับจากการทำงานต่างประเทศ เยาวชนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ กลุ่มคนผู้ด้อยโอกาสต่างๆ ควรจะหันมาสนใจในการประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัวบริหารด้วยตนเอง เป็นทั้งเจ้านายและลูกน้องในขณะเดียวกัน และการมีกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับการบริหารงานของตนเอง นอกจากนี้การประกอบอาชีพอิสระยังไม่มีข้อจำกัดในด้านคุณวุฒิการศึกษา หากแต่เป็นการเปิดโอกาสให้กับทุกคนสามารถประกอบอาชีพได้ตามความสามารถและความสนใจของตนเอง


การส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ

ควรมีลักษณะครอบคลุมให้กิจกรรมต่างๆ ให้ครบทั้ง 8 กิจกรรม ดังนี้




ผลดีของการเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ
1.  เป็นนายจ้างตัวเอง  สามารถใช้ความรู้  ความสามารถที่ตนเองถนัดได้อย่างเต็มที่
2. กำหนดการทำงานเอง  สามารถกำหนดรูปแบบและวิธีดำเนินงานของตนเองได้ตามความเหมาะสม           ของธุรกิจ
3.  รับผิดชอบกิจการเองทั้งหมด
4. ตัดสินใจเอง  มีอิสระในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อย่างเต็มที่ เพราะเป็นเจ้าของเงินทุน
5. เป็นอิสระ ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร ไม่ต้องรับคำสั่งจากใคร จะทำอะไรที่ไหน เมื่อไร เวลาใด สามารถ           กำหนดได้ทั้งสิ้น รวมทั้งมีความเป็นอิสระด้านความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย
6. รายได้ไม่จำกัด ผลตอบแทนจากการดำเนินกิจการคือเงินกำไร ซึ่งหากกิจการประสบความสำเร็จ             กำไรย่อมมากตามไปด้วย และถ้าธุรกิจนั้นมีเจ้าของเพียงคนเดียว กำไรก็ไม่ต้องแบ่งกับใคร



คุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ
การเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ จำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติต่างๆ เพื่อประกอบการเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระอย่างมีคุณภาพ ได้แก่

กล้าเสี่ยง (Taking risk)
การประกอบอาชีพอิสระแตกต่างจากการเป็นลูกจ้าง เนื่องจากต้องมีการลงทุน ในขณะที่เป็นลูกจ้างไม่ต้องลงทุนอะไร การลงทุนนั้นเป็นการเสี่ยงอย่างหนึ่ง  ซึ่งไม่รู้ว่าสิ่งที่เราลงทุนจะได้กำไรหรือขาดทุน แต่ในความเสี่ยงนั้น ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องไตร่ตรองให้รอบคอบและมีเหตุผลก่อนที่จะลงทุน รวมทั้งต้องมีจิตใจอยากเป็นผู้ชนะเสมอ

มีความคิดสร้างสรรค์ (Taking initiative) 
การประกอบอาชีพอิสระไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบใดๆ เนื่องจากผู้ประกอบอาชีพอิสระต้องเป็นนายของตนเอง ดังนั้นในการปรับปรุงสินค้าหรือบริการสามารถทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรในการดำเนินธุรกิจ

มีความเชื่อมั่นในตนเอง (Self-Confidence)
ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองในการดำเนินกิจการของตนเอง  จะรอให้ใครมาช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาย่อมเป็นไปไม่ได้

มีความอดทน (Persistence and dealing with failure)
การดำเนินธุรกิจของตนเองย่อมมีกำไรและขาดทุน โดยเฉพาะขั้นแรกจะต้องประสบปัญหาและอุปสรรคบ้าง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา จะต้องเป็นผู้กล้ารับผิดและถูกในเวลาเดียวกัน และพร้อมที่จะยอมรับข้อผิดพลาดและแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตนเองเสมอ หากพร้อมที่จะต่อสู้กับปัญหาเหล่านั้น จุดหมายที่ตั้งไว้ก็จะประสบผลสำเร็จในที่สุด

มีวินัยในตนเอง (Having discipline)
การประสบความสำเร็จในอาชีพซึ่งเราเป็นเจ้าของกิจการเอง จำเป็นจะต้องมีวินัย มีกฎ มีระเบียบ การทำงานต้องทำสม่ำเสมอมิเช่นนั้นความสำเร็จในอาชีพอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเลย

มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพ (Good attitude)
ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานที่มีเกียรติหรือไม่ ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องรักในงานที่ทำ และให้เกียรติกับงานนั้นๆ เสมอ

มีความรอบรู้ (Seeking information)
การประกอบอาชีพอิสระจะต้องรับรู้ข่าวอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ประโยชน์ของการรับรู้ข่าวสาร จะทำให้สามารถปรับปรุงธุรกิจของตนเองให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ผลที่ได้คือกำไรนั่นเอง

มีมนุษสัมพันธ์ (Good human relationship)
การประกอบอาชีพอิสระจะต้องเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์อันดี เพื่อผลประโยชน์ในธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า บุคคลรอบข้างหรือคู่แข่งขันก็ตาม เพราะการมีมนุษยสัมพันธ์อันดีจะทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงานเป็นอย่างยิ่ง

มีความซื่อสัตย์ (Honesty with customer)
ผู้ประกอบอาชีพอิสระจะต้องมีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อลูกค้า การบริการลูกค้าให้เกิดความประทับใจในการขายสินค้าหรือบริการ และกลับมาใช้บริการอีกเป็นหัวใจสูงสุด เพื่อผลประโยชน์ต่อธุรกิจและต่อตัวเองในที่สุด




อาชีพอิสระ

ขนมโตเกียว

หน้าหลัก


อาชีพเราสามารถเลือกได้ เมื่อเราค้นพบตัวเอง อาจจะเร็วหรือช้า เริ่มลงมือทำ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ เช่น ผู้พัน KFC

อาชีพ

          อาชีพเกิดจากความฝันในตอนเด็กของเรา บางคนฝันอยากเป็นหมอ  บางคนฝันอยากเป็นพยาบาล  บางคนฝันอยากเป็นเกษตร   บางคนฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์    บางคนฝันอยากเป็นวิศวกร  เป็นต้น  ซึ่งความฝันอาจเกิดจากเห็นผู้ปกครองเป็น หรือดูจากทีวี  จากการชี้นำของคนรอบข้าง   การเลือกอาชีพอาจจะเปลี่ยนในตอนโตขึ้น เมื่อรู้จักตนเอง  เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น


อาชีพต่างๆ

สถาปนิก

นักบัญชี

ทันตแพทย์

วิศวกร

แพทย์

พยาบาล

นักสำรวจ

นิเทศศาสตร์

นักออกแบบผลิตภัณฑ์

ช่างเชื่อมและช่างตัดโลหะ

ช่างซ่อมรถยนต์

อาชีพอิสระ



ข่าวสารต่างๆ


รับสมัครงาน



  • โรงพยาบาลโพธาราม    รับสมัคร    ผู้ช่วยพยาบาล  10  ตำแหน่ง

         ที่ตั้ง   29 ถนนขนานทางรถไฟ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี  70120


032-719400 ระบบอัตโนมัติ 20 คู่สาย

phh7002@health.moph.go.th

www.photharam.com 


       รับสมัครตั้งแต่  4 เมษายน - 18 เมษายน 2560

     รายละเอียดเพิ่มเติม    https://goo.gl/80FxLv





  • โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา    รับสมัคร    ครูอัตราจ้างวิชาเอกภาษาอังกฤษ  1  ตำแหน่ง

         ที่ตั้ง   196 ถ.พิศิษฐ์พยาบาล ต.ท่าตะเภา อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร 86000


โทรศัพท์  077-511014      โทรสาร   077-511995

saard@saard.ac.th

www.saard.ac.th/th/


       รับสมัครตั้งแต่  4 เมษายน - 27 เมษายน 2560

     รายละเอียดเพิ่มเติม    https://goo.gl/afVjo7



  • กรมทางหลวง    รับสมัคร    ช่างโยธาปฏิบัติงาน        50  ตำแหน่ง

                                               นายช่างสำรวจปฏิบัติงาน  5  ตำแหน่ง
                                                  
                                               นายช่างไฟฟ้าปฏิบัติงาน   5  ตำแหน่ง

         ที่ตั้ง   2/486 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานครฯ 10400


โทรศัพท์  0-2354-6668

webmaster@doh.go.th

http://www.doh.go.th


       รับสมัครตั้งแต่  27 มีนาคม - 20 เมษายน 2560

      สมัครออนไลน์ได้ที่    https://doh.job.thai.com/

     รายละเอียดเพิ่มเติม    https://goo.gl/rvhhU0